การกระตุ้น เห็ดกระด้าง (เห็ดบด. หรือเห็ดลม) ให้ออกดอกดีขึ้น

โดยทั่วไปสิ่งที่กระตุ้นให้มีการออกดอกของเห็นกระด้างให้เป็นไปด้วยดีนั้น เป็นไปโดยสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เช่น ความชื้น, แสงแดด, การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เช่น อากาศเย็นและร้อนอบอ้าว หรือที่ผู้เพาะเห็ดทำอยู่เดิมคือ ปล่อยให้ถุงก้อนเชื้อแห้ง แล้วกลับมารดน้ำให้ชื้นจนพอเหมาะ อย่างไรก็ตามในเห็ดอื่นมีการกระตุ้นด้วยน้ำหมักเชื้อพลายแก้ว แล้วเห็ดออกดอกดีขึ้น เช่นเห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดนางฟ้าครีม เห็ดหูหนู เป็นต้น แต่ในเห็ดลมยังไม่มีผู้รายงานผลการใช้เชื้อพลายแก้วมาก่อน คุณ วรรณา โสภากุล 78/8 หมู่บ้านดงเรือง ต.ผาสุก อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ได้ซื้อถุงเชื้อเห็ดกระด้างจากฟาร์มผลิตก้อนเชื้อเพื่อมาเปิดดอก จำนวน 6,000 ถุง การผลิตรอบแรกเห็ดออกดอกไม่ดี เมื่อปรึกษาและรับข้อมูลจากชมรมเห็ดขอนแก่น ก็ใช้การหมักเหมือนที่ใช้ในฟาร์มเห็ดชนิดอื่น คือใช้น้ำ 20 ลิตร ใส่เชื้อพลายแก้ว 1 ซอง ( 5 กรัม ) ไข่ไก่ 1-2 ฟองน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล กวนให้ส่วนผสมเข้ากัน เติมอากาศโดยปั๊มลมแบบที่ใช้ในตู้ปลายสวยงามนาน 24-48 ชม. เวลาจะใช้ก็นำมาเติมน้ำเปล่า พอตอนเย็นฉีดเชื้อพลายแก้ว ทำอย่างนี้ 3 วันติดต่อกัน จากนั้นฉีดพ่นด้วยน้ำเปล่าเหมือนปกติ ผลปรากฏว่าอีก 3-4 วันต่อมาก็เกิดดอกเห็ดกระด้างขึ้นมากมาย ดอกเห็ดสวยน้ำหนักดี ผลที่ได้นี้เหมือนกันการใช้เชื้อพลายแก้วหมักและฉีดพ่นเห็ดยานางิ และเห็ดนางฟ้าครีมหรือนางรม นับเป็นข้อมูลตรงกัน จากผลที่ได้จะสามารถวางแผนผลิตเห็ดลมหรือเห็ดกระด้างได้ง่ายขึ้นในอนาคต

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 086-8611943 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชาบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 208-1-95042-1
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด
โรคและแมลงศัตรูเห็ดที่เพาะในถุงพลาสติก
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม

สนใจผลิตภัณฑ์ คลิกที่นี่>>
ที่มา:คุณอำพล สุขเกตุ

สูตรอาหารขี้เลื่อย สำหรับเห็ดถุงที่ประหยัดและผลผลิตดี

แต่เดิมการทำเห็ดถุงโดยใช้ขี้เลื่อยเป็นวัตถุดิบ จะมีการเติมอาหารเสริมสำคัญคือ รำละเอียด 6% ต่อมามีการเติมหินปูนบด, ยิปซัม, ดีเกลือ, บ้างเติมกากถั่วป่น, เศษพืชป่นที่มีมากในพื้นที่ น้ำตาลทรายแดง, กากน้ำตาล น้ำหมักพืช ฮอร์โมนพืช ฯลฯ ใครว่าใช้อะไรดีก็หามาเติม จนเกิดปัญหาต้นทุนสูง มีกลิ่นดึงดูดแมลงหวี่เห็ด และมด แม้แต่ไร เมื่อสัตว์เหล่านี้มาที่ถุงเห็ดก็ทำให้ถุงเห็ดติดเชื้อปนได้ง่าย มีข้อมูลในวารสารเห็ดไทยเรื่องการใช้ขี้เลื่อยเก่ามาเป็นส่วนผสมกับขี้ เลื่อยใหม่แล้วได้ผลดี ผู้วิจัยอ้างว่าในขี้เลื่อยเก่ามีบักเตรี บาซิลลัส ซับติลิส เชื้อนี้สปอร์ไม่ตายเมื่อพาสเจอร์ไรซ์ แต่กลับช่วยกระตุ้นการเจริญของเส้นใยเห็ด ในประเทศไทยได้นำเชื้อบักเตรี บาซิลลัส ซับติลิส สายพันธุ์พลายแก้ว มาหมักขยายจำนวนแล้วผสมในขี้เลื่อยก่อนทำถุง ซึ่งก็แสดงผลที่ดีมากและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ฟาร์มเห็ดดอนปรูได้ปรับสูตรลงเหลือเพียงขี้เลื่อย 100 กก. แร่ม้อนท์ 3 กก. (หรือภูไมท์ซัลเฟต 5 กก.) รำละเอียด 6 กก. อื่นๆ ตัดออกหมด แต่เติมน้ำหมักพลายแก้วเพื่อป้องกันราและน้ำหมักไมโตฝาจ เพื่อป้องกันกำจัดไร ถ้าจะผลิตถุงเห็ดส่งลูกค้าที่มีปัญหาแมลงหวี่มากก็จะเติมน้ำหมักบีทีด้วย วิธีนี้ประหยัดค่าใช้จ่าย และลดกลิ่นดึงดูดศัตรูเห็ดด้วย ในกรณีของการใช้น้ำหมักและยิปซัมไปได้ทั้งหมด แต่แร่ม้อนท์ให้แร่ธาตุจำเป็นต่างๆ แก่เห็ดไดดีทั้งธาตุรอง และธาตุเสริม เมื่อนำถุงเชื้อมาผลิตดอกเห็ดก็ได้ดอกเห็ดใหญ่ สมบูรณ์ น้ำหนักดี
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 086-8611943 082-711-9399 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชา บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 208-1-95042-1
โรคและแมลงศัตรูเห็ดที่เพาะในถุงพลาสติก
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม

สนใจผลิตภัณฑ์ คลิกที่นี่>>
ขอบคุณที่มาข้อมูล คุณอำพล สุขเกตุ

โรคและแมลงศัตรูเห็ดที่เพาะในถุงพลาสติก

จังหวัดในภาคตะวันออก คือชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี และนครนายก มีการทำฟาร์มเห็ดเช่นเดียวกันกับจังหวัดอื่น ๆ ปัญหาการตลาดคล้ายกัน คือ เห็ดที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจะมีบางช่วงที่ผลิตดอกเห็ดมากจนล้นตลาด แต่ถ้าอากาศไม่หนาวเย็นพอ เช่น อากาศร้อนนาน ๆ เห็ดนางฟ้าภูฎานดำแทบจะไม่เกิดดอกเห็ดเลย ระยะนั้นเห็ดขอนและเห็ดกระด้างจะออกดอกดี ส่วนเห็ดนางรมจะออกดอกได้ปานกลาง ทั้งช่วงร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไป ส่วนเห็ดยานากิ หรือเห็ด  โคนญี่ปุ่นจะออกดอกคราวละไม่มาก ทำให้ต้องใช้โรงเรือนรอบละนานๆ
ปัญหาที่พบทั่วไปของผู้ผลิตดอกขายคือ เชื้อราเขียว ราต่างๆ เข้ากินก้อนเชื้อ ถูกหนอนของแมลงรบกวน และการเกิดไรหลายชนิด กินเส้นใยเห็ด การเกิดบักเตรีสีสนิมทำลายโคนต้นเห็ด การเกิดปัญหาเป็นเพราะสุขอนามัยของฟาร์มเห็ดย่อหย่อน การแปรสภาพถุงเก่าและเศษเห็ดช้าเกินไป ส่วนการที่จะใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชก็จะมีพิษตกค้างในเห็ดเป็นอันตรายได้ ปัจจุบันในหลายภูมิภาคได้มีการใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ แก้ปัญหาอย่างได้ผลและเสียค่าใช้จ่ายน้อย เช่น ใช้ไบโอบีทีชีวภาพ เพื่อกำจัดหนอนของแมลง ใช้เชื้อพลายแก้วเพื่อกำจัดเชื้อรา และใช้บาซิลลัสไมโตฝาจหรือไมโตฟากัส กำจัดไร เป็นต้น
1. เชื้อราปนเปื้อนที่พบได้แก่ ราเขียว Trichoderma sp. ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบรวดเร็ว ทำให้เชื้อเห็ดชะงักการเจริญเติบโต ราดำ Aspergillus niger เกิดในถุงที่มีอาหารเสริมสูง ราสีส้ม Neurospora sp. และราเมือกสีเหลือง Physarum polycepharum พบตามถุงเห็ดที่วัสดุเพาะเน่าและภายในโรงเห็ดมีความชื้นสูง โรงเพาะเห็ดไม่มีอากาศถ่ายเทพอ ถ้ามีราปนเปื้อนมากควรงดใส่น้ำตาลและแป้ง หรือไม่ควรใส่ในสูตรอาหารเห็ดเลย แก้ปัญหาโดยใช้เชื้อพลายแก้วที่หมักเป็นเชื้อสดแล้ว ฉีดพ่นเข้าไปในบริเวณที่เกิดเชื้อราโรคเห็ด
2. หนอนแมลงหวี่เซียริดหรือแมลงหวี่เห็ดปีกดำ พวกนี้มีลำตัวสีขาวใสหรือสีเขียวอ่อน หัวมีสีดำยาวประมาณ 5 – 7 ซ.ม. เคลื่อนไหวเร็วและกินจุมาก ตัวอ่อนจะกัดกินเส้นใยเห็ด แก้ปัญหาโดยฉีดพ่นเชื้อไบโอบีที ที่หมักเป็นเชื้อสดแล้วให้ทั่วบริเวณที่หนอนอยู่อาศัย
3. ไร ตัวไรจะดูดกินน้ำเลี้ยงระยะก้อนเชื้อและดอกเห็ด ทำให้ผลผลิตลดลง พบว่าการระบาดของไรมีมากเมื่อความ ชื้นต่ำ จึงควรให้ความชื้นอย่างสม่ำเสมอ การไม่ปล่อยให้เกิดการหมักหมมของก้อนเชื้อบริเวณโรงเพาะ ก็เป็นการลดจำนวนไรได้ทางหนึ่ง การปราบไรควรเน้นเรื่องความสะอาดและการป้องกันมากกว่าการใช้สารเคมีเพราะเมื่อไรกระจายอยู่ในถุงเห็ดแล้วสารเคมีมักใช้ไม่ได้ผลจริง อีกทั้ง เป็นอันตรายมาถึงคนกินเห็ดด้วย แก้ปัญหาโดยฉีดพ่นน้ำหมักเชื้อไมโตฝาจในบริเวณที่เกิดปัญหาไร
4. แมลงหวี่ เกิดกับดอกเห็ดที่อายุมากแมลงหวี่จะเข้ามาตอมและวางไข่เป็นหนอนแล้วแพร่ พันธุ์ ควรนำก้อนเชื้อชนิดนี้ออกจากโรงเพาะ แก้ปัญหาโดยฉีดพ่นเชื้อจุลินทรีย์ ทริปโตพลัสให้ถูกตัวแมลงหวี่หรือบริเวณที่แมลงหวี่มักเกาะอาศัย
5. โรคจุดเหลือง พบในเห็ดที่มีอายุมากที่ตกค้างในการเก็บหรือเป็นเพราะน้ำที่ใช้รดสกปรก หรือความชื้นมาก โดยเฉพาะเมื่ออากาศร้อนจัด
ใช้เปลือกมันเพาะเห็ดฟางรายได้ดี
การกำจัดไรในเห็ดหูหนูแบบปลอดสารพิษ
การใช้เชื้อพลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
สนใจผลิตภัณฑ์ คลิกที่นี่>>
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 082-711-9399 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชาบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 208-1-95042-1

ขอบคุณที่มาข้อมูล คุณอำพล สุขเกตุ

กำจัดราและไรในเห็ดหูหนูแบบปลอดสารพิษ,การกำจัดราไร

ตัวอย่างเกษตรกร : กำจัดราและไรในเห็ดหูหนูแบบปลอดสารพิษ
ปัญหา การเพาะเห็ดหูหนูในประเทศไทยแต่เดิมคือต้นทุนการผลิตสูงเพราะต้องเสียค่ายา เคมีกำจัดไรไข่ปลา ค่าจ้างฉีดพ่นสารเคมี ผลผลิตตกต่ำเพราะถูกทำลายด้วยราเขียว และถูกทำลายด้วยไร คุณสุวิช ผาสุข 26 หมู่ 12 บ้านเนินสมบูรณ์ ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี อาชีพทำก้อนเห็ดและผลิตดอกเห็ดขายที่ผ่านมาเพาะเห็ดหูหนูและมักมีปัญหารา เขียวและไรไข่ปลาเข้าทำลายก้อนเห็ด ส่วนใหญ่เมื่อเก็บเห็ดรอบแรกไปแล้ว เห็ดรอบถัดมามักจะเสียหาย บางครั้งเสียหายจนได้ดอกเห็ดน้อยหรือไม่ได้เห็ดเลย เมื่อก่อนพอมีปัญหาก็ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดไรและยาฆ่ารา ยิ่งกลับทำให้เกิดเห็ดน้อยลงจนถึงไม่เกิดดอกเห็ดเลย ทำให้ขาดทุน

การใช้ชีวภาพแบบใหม่แบบ เติมอากาศ 24 ชั่วโมงนั้น เมื่อนำมาหมักเชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัสหรือไมโตฝาจ ที่เป็นบักเตรีสร้างไคติเนส มาก หมักแบบเดียวกับการหมักเชื้อบาซิลลัส พลายแก้ว ที่ใช้ฆ่าเชื้อรา แต่แยกกันหมักคนละผลมะพร้าว หรือหมักคนละกะละมัง(ถ้าหมักจำนวนมากๆ) ปรกติเชื้อหนึ่งช้อนชาหรือ 5 กรัม หมักในน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล นาน 24 ชม. ใช้ผสมน้ำได้ 20-40 ลิตร ฉีดพ่นถุงเห็ดหูหนูได้ 5,000 ก้อน หรือ 1 หลัง ยังฉีดพ่นตามชั้นวาง ตามเสา ตามซอกมุม ตามฝาโรงเรือน ทั้งข้างนอกและข้างในโรงเรือน เมื่อคุณสุวิช ตัดสินใจหยุดยาเคมีเพราะคุมไรไม่อยู่ แล้วหันมาหมักเชื้อไมโตฟากัสหรือไมโตผาจในมะพร้าวอ่อน ตอนแรกฉีด 3 วันติดกัน หยุดไรทันทีแล้วเว้นเป็น 4 วันครั้งต่อมาใช้ 7 วันครั้ง 2 เดือนผ่านมานี้ไรไม่เป็นปัญหาเลย เมื่อใช้ตั้งแต่การผลิตรอบแรก รอยกรีดไม่มีราและไรเข้า เห็ดรอบ 2, 3, 4 ก็ได้ผลผลิตดีเป็น 2 เท่าของเมื่อก่อน ดอกใหญ่ หนา นุ่ม น้ำหนักดีมาก เพื่อนบ้านที่ปลูกเห็ดหูหนูด้วยกันและมีปัญหาต่างๆมาดูและนำวิธีนี้ไปแก้ ปัญหาในฟาร์มของตน พร้อมกับฝากซื้อเชื้อไมโตฟากัสหรือไมโตฝาจไปใช้ด้วย ในอนาคตบ้านเนินสมบูรณ์จะพัฒนาเป็นหมู่บ้านเห็ดปลอดสารพิษต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 086-8611943 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชาบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 208-1-95042-1
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม ขอบคุณที่มาข้อมูล คุณอำพล สุขเกตุ

ใช้เปลือกมันเพาะเห็ดฟางสร้างรายได้ดีที่สุพรรณบุรี

ใช้เปลือกมันเพาะเห็ดฟางสร้างรายได้ดีที่สุพรรณบุรี
คุณจุรีพร ศรีทองดี 93 หมู่ 2 ต.ศรีสำราญ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี นำเปลือก มันหรือกากมันมาใช้เพาะเห็ดฟางด้วยวิธีพิเศษเป็นแบบฉบับของตนเอง ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และยินดีเผยแพร่ให้เพื่อนเกษตรกรนำข้อมูลไปดัดแปลงใช้เผื่อจะได้ เพิ่มรายได้ขึ้นบ้าง จุดสำคัญที่ทำให้ได้ผลผลิตสูงน่าจะอยู่ที่อาหารเสริม การใช้เชื้อพลายแก้วยับยั้งราเขียวและใช้ตัดใยเริ่ม การสร้างดอกเห็ด และวิธีคลุมกองโดย ขึ้นโคลงตั้งแต่วันแรก ส่วนเชื้อเห็ดฟางนั้น จะคลุกกับแป้งข้าวเหนียวก่อนใช้
วิธีทำ คือแช่เปลือกมันแห้งในน้ำจนชื้นดีแล้ว นำน้ำมาใส่ในบล็อกหรือแม่พิมพ์ หรือบล็อก ขนาดกว้าง 55 ซม. ยาว 1 เมตร , ย่ำรดน้ำ, ทำชั้นเดียว สูง 10 ซม. โรย อาหารเสริมซึ่งประกอบด้วยมูลวัว 1 ส่วน , อาหารนี้โรยบางๆ แต่ทั่วถึงทั้งบนกองและบนดินรอบกอง , เชื้อเห็ดฟางนั้นใช้เชื้อที่เพิ่งเต็มถุงใหม่ ๆ , ใช้กองละ 2 ถุง เป็นเชื้อถุงขนาดเล็กราคาถุงละ 2.50 บาท , ก่อนใช้จะนำเชื้อ 18 ถุงคลุก กับแป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม สังเกตเห็นแป้งจับเส้นใยเป็นสีขาวๆ . แต่ละกองห่างกัน 15 ซม. ขยายเชื้อพลายแก้วโดยเฉาะผลมะพร้าวอ่อนเปิดด้านบน แล้วใส่เชื้อพลายแก้ว 1 ช้อน , ปิดฝาทิ้งไว้ในร่มนาน 24-48 ชั่วโมง. เริ่มทำล่วงหน้า 1 วัน แล้วใช้น้ำมะพร้าวหมัก 12 ลูก ผสมน้ำ 200 ลิตร แบ่งใส่บัวรดกองเห็ดให้พอดี 24 กอง . ขึ้นโครงโดยใช้ไม้ไผ่ยาว 1.50 เมตร , ปักโค้งคล่อมกอง, ปิดทับด้วยผ้าพลาสติกจนมิด , คลุมด้วยฟางอีกชั้นหนา 5 – 10 ซม. หลังจากโรยเชื้อ 3 วัน ก็ตัดใยโดยใช้น้ำหมักพลายแก้วที่หมักใหม่อีกครั้ง. ต่อไปก็ดูแลตามปรกติ.
วิธีนี้แม้จะลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ได้ผลผลิตมากคุ้มค่าได้เห็ดฟางกองหนึ่งถึง 5 กิโลกรัม ขนาดใหญ่ 3 ดอก / 100 กรัม และที่สำคัญคือไม่มีเชื้อราโรคเห็ดมารบกวนเหมือนเมื่อก่อน (วิเชียร ธาตุงาม 089-9410194) รายงาน)
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 086-8611943 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชาบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 208-1-95042-1

ที่มา:คุณอำพล สุขเกตุ

การเพาะเห็ดฟางในถุง,เห็ด,เห็ดฟาง,อาชีพ


การเพาะเห็ดฟางในถุงสามารถจัดหาวัสดุอุปกรณ์อย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องจัดซื้อใหม่ส่วนมากใช้วัสดุใช้แล้วนำมาทำความสะอาด และปรับแก้ให้มีความเหมาะสมในการนำมาใช้ อุปกรณ์ที่ใช้เพาะเห็ดฟางได้แก่
1 ถุงเพาะเห็ดฟาง
2 เชื้อเห็ดฟาง
3 อาหารเสริม
4 อาหารคลุกเชื้อเห็ดฟาง
5 วัสดุเพาะ
6 เชือกมัดถุง
สำหรับการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวมีวิธีการเตรียมดังนี้
1 ถุงเพาะเห็ดฟาง
ถุงเพาะเห็ดฟางเป็นถุงปุ๋ยเคมีที่ล้างทำความสะอาดแล้ว หรือถุงบรรจุข้าวสาร อาหารสัตว์ โดยเลือกถุงที่มีขนาด 50 กิโลกรัม นิยมใช้สีฟ้าหรือสีขาว ซึ่งให้ผลดีสำหรับเพาะเห็ดฟางในถุง และสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกประมาณ 5-6 ครั้ง ไม่ควรใช้ถุงพลลาสติกชนิดถุงพลาสติกสีดำ สีเหลืองหรือสีน้ำเงิน เนื่องจากการระบายอากาศไม่ดี ทำให้เห็ดฟางเกิดดอกน้อย ซึงอาจจะไม่เกี่ยวกับสีของถุงโดยตรง แต่อาจจะเกี่ยวกับลักษณะการถ่ายเทอากาศ ความชื้น อุณหภูมิที่ผ่านเข้าออกได้ การเพาะเห็ดฟางในถุง 1 ถุง ใช้วัสดุเพาะเห็ดฟางที่เหมาะสม ควรบรรจุเพาะเห็ดฟางประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อถุง
2 เชื้อเห็ดฟางที่ดี
เชื้อเห็ดฟางจัดเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ในการเพาะเห็ดฟางทุกวิธี ควรคัดเลือกเชื้อเห็ดฟางที่ดีมีคุณภาพ แลดะตรงตามที่ตลาดต้องการ เชื้อเห็ดฟางที่ผลิตในท้องถิ่นจะมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เชื้อเห็ดฟาง ถุง สามารถใช้เพาะเห็ดฟางได้ 4 ถุง
3 อาหารเสริม
อาหารเสริมเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดฟาง เพื่อให้เชื้อเห็ดฟางมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แข็งแรงและให้ผลผลิตสูง อาหารเสริมที่นิยมใช้มีหลายชนิด ซึ่งดัดแปลงตามความเหมาะสมตามวัสดุที่มีอยู่ในห้องถิ่น เช่นผักตบชวาสด ไส้นุ่น ดินร่วนผสมปุ๋ยคอกแห้ง ต้นกล้วยสดหั่นตากแห้งและขี้ฝ้าย การเลือกใช้อาหารเสริมควรพิจารณาถึงคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1 ความสะอาดปราศจากเชื้อราหรือโรคพืช
2 ต้องอยู่ในสภาพที่แห้ง(ยกเว้นผักตบชวา)โดยเฉพาะ ไส้นุ่น ขี้ฝ้าย และปุ๋ยคอก
3 สามารถย่อยสลายได้ง่าย
4 ไม่มีสารพิษจากวัสดุที่เป็นอาหารเสริม เช่น สารแทนนิน เพราะจะทำให้เห็ดฟางไม่เจริญเติบโต
5 ไม่ควรใช้สารเคมีที่เป็นพิษตกค้าง เช่นสารกำจัดเชื้อราประเภทดูดซึม
6 จัดหาง่ายมีอยู่ในท้องถิ่นตลอดทั้งปี
4 อาหารคลุกเชื้อเห็ดฟาง
อาหารคลุกเชื้อเห็ดฟางเป็นอาหารที่ไปช่วยกระตุ้นเชื้อเห็ดฟางในระยะแรกๆ ทำให้เส้นใยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อาหารวัสดุคลุกเชื้อเห็ดฟางเป็นวัสดุประเภทคาร์โบไฮเดรต แต่ถ้าใช้มากเกินไปก็อาจจะทำให้ราเขียว หรือราชนิดอื่นเติบโตก่อนเชื้อเห็ดฟางก็ได้ ทำให้เห็ดฟางที่เพาะในถุงนั้นเสียหาย หรือไม่มีผลผลิตเลย อย่างไรก็ตามขอแนะนำการเลือกใช้อาหารคลุกเชื้อ ควรพิจารณาคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1 ต้องเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้งจากเมล็ดธัญพืช แป้งสาลี แป้งข้าวเหนียว และรำละเอียด
2 เป็นอาหารที่ใหม่สะอาดไม่มีกลิ่นอับ ไม่มีจุลินทรีย์อื่นๆ ปนเปื้อน
3 ราคาถูกคุ้มค่าต่อการลงทุนและนำไปใช้
4 เก็บรักษาไว้ได้นานไม่เสียหายง่าย
5 มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตเส้นใยเห็ดฟางเป็นอย่างดี

การใช้อาหารคลุกเชื้อเห็ดฟาง มีจุดประสงค์เพื่อ
1 เป็นวิธีการกระตุ้นเชื้อเห็ดฟางให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว หนาแน่น และแข็งแรง ครอบคุลุมวัสดุเพาะเห็ดอย่างรวดเร็ว อันจะมีผลทำให้จุลินทรีย์อื่นๆ ไม่สามารถเข้ามาเจริญเติบโตในวัสดุเพาะเห็ดฟางได้ทัน
2 เป็นอาหารเสริมและกระตุ้นให้กับเส้นใยเห็ดฟางในระยะแรกๆ ทำให้เส้นใยเห็ดฟางไม่ชะงักการเจริญเติบโต และสามารถปรับเข้าวัสดุเพาะได้ดียิ่งขึ้น
ในการใช้อาหารคลุกเชื้อมีข้อควรระวังคือไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะจะทำให้เส้นใยเจริญเติบโตก่อนที่เส้นใยเห็ดจะเจริญ
5 วัสดุเพาะ
วัสดุเพาะ หมายถึง วัสดุที่ใช้เป็นอาหารเพาะเห็ดฟาง ควรเป็นวัสดุที่ย่อยได้ง่าย วัสดุเพาะเห็ดฟางดังกล่าว ต้องมีความสะอาดไม่มีเชื้อรา และอยู่ในสภาพที่เหมาะสมในการที่จะนำไปเพาะเห็ดฟางดังกล่าวต่อไป
6 เชือกมัดถุง
เชือกมัดถุงเป็นเชือกฟางหรือเชือกอื่นๆก็ได้ ต้องมีความเหนียวรับน้ำหนักได้ประมาณ 5-6 กิโลกรัม ความยาว 1 เมตร
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
ขั้นตอนการเพาะเห็ดฟางในถุง
1 ขั้นตอนการเตรียมวัสดุเพาะเห็ดฟาง
ขั้นตอนนี้มี 3 ขั้นตอนย่อยคือ 1การเตรียมวัสดุหลัก 2 การตรียมผักตบชวาสด และ 3 การเตรียมเชื้อเห็ดฟาง
1.1 การเตรียมวัสดุหลัก เป็นการเตรียมวัสดุเพาะเห็ดฟางในถุง ต้องจัดเตรียมวัสดุเพาะเห็ดฟางในถุง ดังนั้นจึงต้องเตรียมการล่วงหน้า ตามขั้นตอนโดยจัดเตรียมวัสดุแต่ละชนิดให้เหมาะสม
1.2 การเตรียมผักตบชวาสด เป็นการเตรียมผักตบชวาสด เพื่อนำมาเป็นอาหารเสริมสำหรับเพาะเห็ดฟางในถุง วิธีการจัดเตรียมผักตบชวาดังนี้
- เลือกผักตบชวาที่ไม่มีโรค
- ตัดแต่งใบ หรอก้านใบส่วนแก่เกินไป หรือโรคทิ้งออกไปให้หมด
- ล้างทำความสะอาดผักตบชวา
- หั่นผักตบชวาและนำไปใช้ทันที่ โดยใช้อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อวัสดุเพาะเห็ดฟาง 1 ถุง
1.3 เตรียมเชื้อเห็ดฟาง
เป็นการเตรียมเชื้อเห็ดฟางให้พร้อมที่จะเพาะได้ทันที ควรเตรียมการก่อนเพาะเห็ดฟางเพียงเล็กน้อยหรือเตรียมการไปและเพาะไป เป็นขั้นตอนไปตลอดการเพาะ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับเชื้อเห็ดฟางที่จะเพาะได้ เช่นเชื้อเห็ดฟางแห้งกลัง หรือมีเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นปะปน ซึ่งจะทำให้การเพาะไม่ค่อยได้ผล

2 ขั้นตอนการเพาะเห็ดฟางในถุง
การเพาะเห็ดฟางในถุงมีขั้นตอนการดำเนินการ การต่อเนื่องจากขั้นตอนการเตรียมวัสดุเพาะเห็ดฟาง มี 2 วิธีคือ
วิธีที่ 1 ใช้วัสดุเพาะผสมกันบรรจุลงในถุง โดยมีส่วนผสม คือ วัสดุเพาะ อาหารเสริม หรือผักตบชวาหั่น และเชื้อเห็ดฟาง จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากันดังนี้
- นำวัสดุเพาะเห็ดฟางที่เตรียมไว้เกลี่ยแผ่กองออกให้หนาประมาณ 2-3นิ้ว
- นำเชื้อเห็ดฟางที่เตรียมไว้แล้ว ผสมคลุกเคล้ากับวัสดุเพาะเห็ดฟางให้ทั่ว
- นำวัสดุเพาะเห็ดฟางที่ผสมด้วยเชื้อเห็ดฟางแล้ว บรรจุลงในถุงประมาณ 5 กิโลกรัม ยกกระแทกกับพื้นหรือใช้มือกดเพื่อให้วัสดุเพาะแน่นพอสมควรกดจากภายนอกให้วัสดุเพาะเห็ดฟางมีความหนาประมาณ 20 เชนติเมตร
- จับและรวบปากถุงเป็นจีบเข้าหากัน แล้วมัดปากถุงด้วยเชือกให้แน่น โดยมัดในจุดที่สูงที่สุดเพื่อให้มีลักษณะเป็นกระโจม
- นำถุงบรรจุเพาะเห็ดฟางไปตั้งไว้ หรือแขวน ไว้ในที่ ที่มีความชื้น เช่นใต้ร่มเงาต่างๆหรือใต้ร่มไม้ก็ได้ ประมาณ 8-10 วัน ดอกเห็ดฟางจะขึ้น บนผิวเพาะเห็ดฟางภายในถุง และเมื่อดอกเห็ดฟางมีความเหมาะสมก็สามารถเก็บเกี่ยวได้

วิธีที่ 2 การเพาะเห็ดฟางแบบจัดเรียงวัสดุเพาะ ที่เตรียมไว้เป็นชั้นในถุงเพาะ โดยการเรียงวัสดุเพาะเป็น 3 ชั้น คือใส่วัสดุเพาะไว้ด้านล่างในถุงแล้วกดให้หนาประมาณ 20 เซนติเมตร จากนั้นใส่อาหารเสริมหรือผักตบชวาสดหั่นวางเป็นชั้นเหนือวัสดุเพาะ และสุดท้ายใส่เชื้อเห็ดฟางที่เตรียมไว้ เสร็จแล้ว ใส่เป็นชั้นบนผักตบชวาสดหั่นแล้วมัดปากถุงและนำไปเพาะในสถานที่เพาะ

การปฏิบัติดูแลการเพาะเห็ดฟางในถุง
1. อุณหภูมิ มีความสัมพันธ์กับความชื้นในโรงเรือนในฤดูฝน และฤดูร้อนช่วงวันแรกถึงวันที่ 4 ของการเพาะเห็ดฟางในถุง ส่วนฤดูหนาวช่วงวันแรกถึงวันที่ 6 ของการเพาะเห็ดฟางในถุง เป็นช่วงเวลาที่เชื้อเจริญเติบโต และต้องการอุณหภูมิประมาณ 37-40 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิอยู่ที่ 30-35 องศาเซลเซียส เวลาลากลางวัน ในช่วงเวลา 13.00-15.00 นาฬิกา ส่วนช่วงเลยวันดังกล่าวคือ ในฤดูร้อนหรือฤดูฝน ช่วงวันที่ 5-8 ของการเพาะเห็ดฟาง ส่วนช่วงฤดูหนาวช่วงวันที่ 7-12 เห็ดฟางต้องการอุณหภูมิภายในวันสดุเพาะ28-32 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิภายในโรงเรือนอยู่ที่ 25-27 องศาเซลเซียส ในช่วงนี้เชื้อเห็ดฟางจะเจริญและพัฒนาเป็นดอกเห็ดได้ดี ดังนั้นผู้เพาะเห็ดฟางควรควบคุมอุณหภูมิในช่วงดังกล่าวให้ดี เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาต่อการเพาะเห็ดฟางได้
การแก้ปัญหาอุณหภูมิสูงเกินไป
1. เปิดประตูหรือเปิดช่องด้านข้างของโรงเรือน เพื่อระบายอากาศออกจากโรงเรือนควรเปิดให้อากาศระบายออกอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้เชื้อเห็ดฟางชะงักการเจริญเติบโต
2. รดน้ำบนพื้นโรงเรือนเพื่อให้เกิดความชื้นมากขึ้น ก็ช่วยลดอุฯหภูมิลงได้
3. ใช้พัดลมเป่าภายในโรงเรือน เมื่ออุณหภูมิลดลงในระดับที่เหมาะสมแล้วค่อยปิดพัดลม
4. ใช้สปริงเกอร์ฉีดพ่นเป็นละอองฝอยฉีดพ่นภายในโรงเรือน
5. ใช้ตาข่ายสีดำบังแสงแดดทางด้านทิศตะวันตก
การแก้ปัญหาอุณหภูมิต่ำเกินไป
1. ให้วางถุงเห็ดฟางติดกับพื้นดิน อุณหภูมิของดินจะช่วยให้อุณหภูมิในถุงเพิ่มขึ้นได้
2. การขุดดินต่ำลงกว่าระดับปกติวางถุงเพาะเห็ดฟางลงในหลุมนั้น อุณหภูมิของดินจะทำให้อุณหภูมิภายในถุงเพาะเห็ดฟางสูงขึ้นได้
3. ติดหลอดไฟภายในโรงเรือน
4. ใช้เครื่องทำความร้อน

2.ความชื้น
ความชื้นของวัสดุเพาะเห็ดฟางควรอยู่ที่ระดับ 60-65 เปอร์เซ็นต์ ความชื้นภายในโรงเรือนควรมีระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ผู้เพาะเห็ดฟางควรติดตั้งไฮโดรมิเตอร์ เพื่อวัดระดับความชื้นภายในโรงเรือน ความชื้นในวัสดุเพาะเห็ดฟางที่สูงเกินไป แก้ไขปัญหาโดยการเปิดถุงออกให้ความชื้นระเหยออก ประมาณ 1-3 ชั่วโมง แล้วปิดปากถุงไว้เช่นเดิม แต่ถ้าวัสดุเพาะเห็ดฟางแห้งเกินไปควรใช้กระบอกฉีดน้ำพ่นเป็นละอองฝอย แต่ห้ามใช้บัวรดน้ำเพราะจะทำให้เส้นใยเห็ดฟางขาด เส้นใยไม่เจริญเติบโตเน่าเสียได้ง่าย หรือแก้ไขโดยรดน้ำด้วยบัวไปที่ผิวภายนอกที่ถุงเพาะนั้น รดแบบผ่านไปเร็วๆ 2-3 ครั้ง ให้ทั่ว

การระบายอากาศภายในถุงเพาะเห็ดฟาง
เป็นการช่วยเห็ดฟางได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ จะทำในช่วงวันที่ 4 ของการเพาะเห็ดฟางในถุง ของฤดูร้อนหรือฤดูฝน ส่วนฤดูหนาวเป็นช่วงวันที่ 5-6 หรือสังเกตความหนาแน่ของเส้นใยเห็ดฟาง มีความหนาแน่นน้อย หรือเจริญแบบบางเกินไป ควรยืดเวลาออกไป 1-2 วัน การระบายอากาศทำได้โดยระบายอากาศในช่วงเย็น ½-1 ชั่วโมงในช่วงเย็น

การให้น้ำเพื่อตัดเส้นใยของเชื้อเห็ดฟาง
ใช้บัวรดน้ำแบบฝอยละเอียดรดไปยังวัสดุเพาะเห็ดฟาง แบบผ่านไปมาค่อนข้างเร็ว 2-3 ครั้ง หรือใช้กระปุกฉีดน้ำเป็นละอองฝอย ฉีดพ่นไปยังวัสดุเพาะเห็ดฟาง ประมาณ 3-5 ครั้ง ทำให้เชื้อเห็ดฟางขาดทำให้เชื้อเห็ดฟางพัฒนาเป็นดอกเห็ดได้มากขึ้น ควรทำต่อเนื่องจากการระบายอากาศไปเลย

การเก็บเกี่ยวดอกเห็ดฟาง
ระยะเวลาการเก็บเกี่ยวดอกเห็ด การเพาะเห็ดฟางในถุงมักให้ผลผลิตช้ากว่าการเพาะเห็ดฟางแบบเดิม 1-2 วัน คือ ในฤดูร้อนและฤดูฝน ดอกเห็ดฟางจะเจริญเติบโตมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้ประมาณวันที่ 9-10 แต่ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น การเพาะเห็ดฟางในถุงจะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น 1-2 วัน คือเก็บเกี่ยวได้ในช่วงวันที่ 7-8 ของการเพาะเห็ดฟางในถุง ถ้าอุณหภูมิต่ำลงจะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้ ช้าลง 1-2 วัน คือเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในวันที่ 11-12 ของการเพาะเห็ดฟางในถุง
การเพาะเห็ดฟางในถุงยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ขอให้ผู้สนใจศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนลงมือปฏิบัตินะครับ
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 082-711-9399 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชาบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 208-1-95042-1
ที่มา:อาจารย์สำเนาว์ ฤทธิ์นุช

ลองกองทะวาย ทำได้ทุกฤดู



วิธีการทำลองกองนอกฤดู
ทำได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าหน้าแล้งหรือว่าหน้าฝน


ก่อนอื่นเกษตรกรต้องศีกษาลองกองตั้งแต่ช่วงออกดอก เก็บเกียวผลผลิตกี่เดิอน ให้แม่นยำเสียก่อนแล้วค่อยลงมือทำลองกองนอกฤดู ก่อนทำตัองหาตลาดและศีกษาว่าช่วงไหนน่าจะผลิตลองกองเพื่อที่จะได้ราคาในการจำหน่าย (แนะนำเพิ่มเติม ช่วงหน้าฝนควรทำมากที่สุด เพราะผลไม้ทุกชนิดออกไม่ได้ )

เริ่มแรกก่อนที่จะลงมือทำ

เกษตรกรต้องเตรียมพื้นที่ ระบบน้ำให้พร้อมสำหรับลองกอง ประมาณ 100 -200 ต้น / แรงงาน 2 คนวิธีการแต่งและเตรียมต้นลองกอง เลือกต้นลองกองที่สมบูรณ์ มีเทคนิค 2 วิธี แล้วแต่เกษตรกรจะเลือกใช้ ตามความเหมาะสม เมื่อเลือกต้นที่สมบูรณ์ ใบแก่เต็มทีได้แล้ว ตัดแต่งต้นให้เหลือใบน้อยที่สุด หรือไม่ไห้มีใบเลยก็ได้และหรือใช้ ไทโอยูเรีย ฉีดพ่นใบให้เหลือน้อยที่สุด 1 กกต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 - 4 สัปดาห์ ใบและดอกก็จะเริ่มออก ช่วงที่ช่อดอกยาวประมาณ 5 ซ.ม. ให้แต่งเลือกที่ช่อดอกไม่สมบูรณ์ออก ในแต่ละช่อให้เหลือไว้ประมาณ 1 - 2 ก้าน จนกระทั้งยาวประมาณ 10 - 15 ซม. ให้ดูลักษณะก้านที่สั้น และไม่สมบูรณ์ออกเหลือประมาณ 1 ก้านต่อช่อ และเว้นระยะห่างให้เหมาะสม 30 ซม.อย่างน้อยพยายามให้เหลือน้อยที่สุด ระยะนี้ต้องให้น้ำสม่ำเสมอ ใส่ปุ๋ยช่วงยืดช่อดอกให้ยาว โดยใช้ปุ๋ย สูตร 46-0-0 2 - 5 กก. แล้วแต่ความเหมาะสมของต้นลองกอง
ปุ๋ยยาไม่ต้องใช้มาก ให้สังเกตดูว่าช่อลองกองมีหนอนหรือไม่ สำคัญเวลาใกล้จะห่อช่อลองกองถ้ามีเพลี้ยแป้ง ให้ฉีดยากันเพลี้ยก่อนแล้วจึงเริ่มห่อช่อลองกอง (ซึ่งจะเริ่มห่อช่อช่วงขนาดลูกประมาณผลเท่านิ้วกลาง) ใส่ปุ๋ย 13-13-21 2.5 กกหรือแล้วแต่ขนาดของต้น วัสดุที่ใช้ห่อลองกอง ทุนน้อยใช้กระสอบอาหารสัตว์ หรือถุงข้าวสารเวลาห่อใช้แม็กเย็บปากห่อ เพื่อให้ลองกองที่ออกมามีคุณภาพ ผิวสวย รสชาติหวาน เกษตรกรต้องห่อช่อลองกองทุกช่อ ปล่อยให้สุกตามธรรมชาติ

***** ที่สำคัญเกษตรกรต้องทำสัญลักษณ์ หรือติดเบอร์ ว่าต้นไหนผลผลิตออกมาก่อนเพื่อเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต จะได้ไม่สับสนว่าต้นไหนควรตัดก่อนหลัง

ช่วงสำคัญในการเก็บผลผลิต เกษตรกรต้องทำความเข้าใจก่อนว่าลองกองจะสุก 3 ช่วง

1.ที่ผลสุกเหลืองจะมีรสชาดเปรี้ยวอมหวานเล็ก
2.ที่สุกจะรสชาดจืด ไม่หวาน สังเกตเปลือกจะยังแข็งอยู่
3.ผลจะเหลืองแก้มขาวสะอาด สังเกตเปลือกจะนิ่ม จะมีรสชาดหวาน หอมให้เกษตรกรตัดผลผลิตช่วงนี้
ข้อสำคัญคือ การแต่งช่อดอกดูกิ่งใหญ่เล็กให้เหลือน้อยที่สุด ถึงนับช่อดอกต่อกิ่ง ต่อต้นแล้วเกษตรกรจะได้ผลผลิตช่อแน่นเป็นมัด สีเหลืองขาวสะอาด
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม


ที่มา:http://www.hinlotom.com

การใช้แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด, การยืดอายุก้อนเห็ด


แร่ธาตุเสริม, กระตุ้น สำหรับเห็ดทุกชนิด

ขนาดบรรจุ : 700 กรัม
คุณสมบัติ
1. เป็นแร่ธาตุเสริมผสมเสร็จ สำหรับฉีดพ่นให้กับก้อนเห็ด
2. เหมาะสำหรับก้อนเห็ด ที่ผู้ทำก้อนใส่อาหารไม่สมดุล
3. เหมาะสำหรับก้อนเห็ด ที่เกิดดอกจนแร่ธาตุในก้อนไม่พอ ที่จะให้เกิดดอกได้อีก แต่อาหารในก้อนยังเหลืออยู่
4. ใช้กระตุ้นการเกิดดอกเห็ดได้ ในกรณีอาหารไม่สมดุล



เทคนิคการใช้
1. ใช้อัตรา 5 ช้อนแกง (50 กรัม) ต่อน้ำ 5-10 ลิตร กวนให้ขุ่น กรอง นำไปฉีดพ่นเป็นฝอยหน้าก้อนเห็ด ฉีดพ่นแบบผ่านๆ
2. หากใช้ร่วมกับ บาซิลลัส พลายแก้ว ในช่วงกระตุ้นแบบสลับกับ เทคนิคการพักก้อน จะช่วยให้เห็ดออกเป็นรุ่นใหญ่และดอกสมบูรณ์
3. ใช้ได้จนกว่าเห็ดออกดอกไม่คุ้ม แล้วจึงนำก้อนเชื้อใหม่เข้าโรงเรือง
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด
การหมักเชื้อจุลินทรีย์พลายแก้ว และไมโตฟากัส เพื่อใช้ในสูตรอาหารเพื่อผลิตก้อนเชื้อเห็ด
สูตรการหมักโดยทั่วไปคือ ใช้น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ลูก หรือนมสด 1 กล่อง หรือนมผงที่ชงในน้ำอุ่นสำหรับเลี้ยงทารก 1 แก้ว เทใส่ถุงพลาสติกใหม่สะอาด ใส่เชื้อที่จะหมักลงไป 1 ช้อนชา ผูกข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งเปิดให้อากาศเข้าได้ นำไปแขวนหรือตั้งทิ้งไว้ เป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง ครบเวลานำไปผสมในสูตรอาหาร
หมายเหตุ:การหมักเชื้อจุลินทรีย์แต่ละชนิด ต้องหมักแยกภาชนะ ไม่หมักรวมกันเพราะเชื้อจะแย่งอาหารกันเอง แต่เมื่อหมักครบเวลาสามารถนำมาใช้รวมกันได้ เชื้อที่หมักครบเวลาเป็นเชื้อสดต้องใช้ทันที ไม่ึควรเก็บเอาไว้เพราะเชื้อจะแก่เกินไป และสามารถใช้ร่วมกับแร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ดไ้ด้ทันที

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 082-711-9399
 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชา บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 208-1-95042-1

การกำจัดราสีส้มหรือราร้อน,การกำจัดเชื้อรา



ราสีส้มหรือราร้อน (Neurospora sp) มักเกิดเป็นกระจุกบริเวณปากถุงมีลักษณะเป็นผลสีชมพูอมส้ม มักเดินเป็นกระจุกบริเวณปากถุง มีลักษณะเป็นผลสีชมพูอมส้ม หรือเป็น
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 082-711-9399 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชาบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 208-1-95042-1
ที่มา:http://www.suanhed.com

การป้องกันราดำโบไตรดิฟโพลเดีย (Botryodiplodia sp)



ลักษณะราดำโบไตรดิฟโพลเดีย (Botryodiplodia sp) จะพบว่าขี้เลื่อยในถุงเห็ดมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ซึ่งในระยะแรกเชื้อราจะมีสีขาว ต่อมาเจริญขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทิ้งไว้นาน จะเกิดก้อนเล็กๆ สีดำ ที่เป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรานูนออกมาที่ผิวของถุงพลาสติก
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย

ที่มา:http://www.suanhed.com

ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส (Penicillium sp, Paecelomyces sp)


ลักษณะราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส (Penicillium sp, Paecelomyces sp) เชื้อราทั้ง 2 ชนิดนี้มีลักษณะรูปร่างทางสัญฐานวิทยาคล้ายคลึงกันมาก มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วสามารถสร้างสปอร์ได้เป็นจำนวนมาก เชื้อราเพนนิซีเลียมเป็นราที่ชอบอุณหภูมิปานกลาง ลักษณะบนถุงเห็ดจะเห็นเป็นหย่อมสีเขียวตอง่อน สีเหลืองอ่อนอมเขียว หรือสีเทาอ่อนมองดูคล้ายฝุ่นเกาะสกปรก มักเกิดบริเวณด้านล่างของถุงเห็ด ส่วนเชื้อราเพซีโลไมซีสเป็นราชอบร้อน สามารถทนต่ออุณหภูมิสูงได้ มักจะเกิดกับถุงเห็ดหอม ลักษณะที่ปรากฏ คือ มองเห็นเป็นฝุ่นสีซีด เช่น สีน้ำตาล ชีดๆ ปนเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองชีดจางๆ สังเกตเห็นเส้นแบ่งเขตการเจริญเติบโตของเชื้อเห็ดและเชื้อราได้อย่างชัดเจน การแก้ปัญหาเชื้อรานั้นควรใช้เชื้อพลายแก้ว หรือบีเอสพลายแก้ว

การใช้พลายแก้ว(บาซิลลัส พลายแก้ว)กำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ที่มา:http://www.suanhed.com

ศัตรูเห็ดไรขาวใหญ่ (Histiostma bakeri Hughes)



ไรขาวใหญ่เป็นไรศัตรูเห็ดที่สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับเห็ดทุชนิด ด้วยอันสั้น โดยมีระยะการฟักตัวจากไข่ถึงตัวอ่อนวัยสุดท้ายเฉลี่ย 5.87 วัน ตัวเต็มวัยจะชอบสภาพความชื้นสัมพันธ์สูง ยกเว้นตัวอ่อนในระยะ Hypopi สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสภาพความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่าภาชนะเลี้ยงเชื้อได้นานระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นระยะที่อันตรายมากต่อการแพร่ระบาด

ลักษณะการแพร่ระบาด
ไรขาวใหญ่จะทำลายเส้นใยเห็ดได้ทั้งระยะหัวเชื้อในจานเลี้ยงเชื้อ ขวดหัวเชื้อ และถุงก้อนเชื้อ ในจานเลี้ยงเชื้อเส้นใยบริเวณรอบขอบจานจะถูกกินหายไปเหลือแต่วุ้น มองดูคล้ายกับเป็นเส้นรอบวงกลม ส่วนในก้อนเชื้อนั้น เส้นใยจะเจริญในระยะแรก แต่ต่อมาปลายเส้นใยจะชะงักการเจริญเติบโต มองเห็นเป็นแนวโค้งหรือแนวตรงเส้นใยถูกทำลายตัดเป็นแผงอย่างเห็นได้ชัด ปลายเส้นใยไม่ฟูเหมือนเส้นใยปกติและเริ่มบางลงเรื่อยๆ จนมองเห็นแต่ขี้เลื่อยสีน้ำตาลอ่อน ไม่สมมารถฟอร์มดอกเห็ดได้ ทำให้ผลผลิตลดต่ำเป็นอย่างมาก

การเตรียมโรงเพาะเห็ดให้ปราศจากไรขาวใหญ่
1.ควรสร้างโรงเรือนขนาดเล็กหลายๆ โรงเรือน แทนการสร้างโรงเรือนขนาดใหญ่เพียงโรงเรือนเดียว เพื่อให้โรงเรือนได้มีโอกาสพักทำความสะอาดหมุนเวียนสลับกันไป
2.ทำลายแหล่งอาหารของไรขาวใหญ่ในโรงเรือน โดยกำจัดก้อนเชื้อที่เปิดดอกแล้วออกทิ้งไปให้ห่างจากโรงเพาะเห็ด
3.เผาทำลายก้อนเชื้อเก่าทั้งหมด เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของไรขาวใหญ่ ไม่ให้แพร่เข้าสู่โรงเพาะเห็ดได้อีก
4.ทำความสะอาดโรงเรือนหลังจากสิ้นสุดการบ่มเส้นใยและการเปิดดอกทุกครั้ง เพื่อลดปริมาณไรขาวใหญ่ในโรงเรือนให้น้อยลงหรือหมดสิ้นไป
5.พ่นโรงเรือนด้วยสารกำจัดไรหลังจากทำความสะอาดโรงเรือน เพื่อกำจัดไรขาวใหญ่ที่หลงเหลืออยู่ภายในโรงเรือนอีกขั้นตอนหนึ่ง
6.เปิดโรงเรือนให้แห้งต่อไปอีกนาน 15 วัน เพื่อให้ตัวไรขาวใหญ่แห้งตายฟอร์มดอกเห็ดได้ ทำให้ผลผลิตลดต่ำเป็นอย่างมาก

การเตรียมก้อนเชื้อให้ปราศจากไรขาวใหญ่
1.เลือกหัวเชื้อและก้อนเชื้อจากแหล่งที่ปราศจากไรขาวใหญ่ โดยดูจากลักษณะการทำลาย
2.เลือกซื้อก้อนเชื้อที่มีอายุใกล้เคียงกันและเป็นเห็ดชนิดเดียวกัน เพื่อให้การบ่มเส้นใยและการเปิดดอกของเห็ดแต่ละรุ่นเสร็จสิ้นพร้อมกัน ทำให้มีโอกาสพักโรงเรือนทำความสะอาดได้
3.หมั่นตรวจดูก้อนเชื้อโดยสม่ำเสมอ ถ้าพบไรขาวใหญ่ให้รีบนำก้อนเชื้อก้อนนั้นและก้อนเชื้อที่อยู่บริเวณข้างเคียงทั้งหมดออกไปรมด้วยสารฟอสฟีน
4.ควรหมั่นรมตู้เขี่ยเชื้อด้วยสารฟอสฟีน
5.ถ้ามีไรขาวใหญ่ระบาด ให้รมหัวเชื้อด้วยสารฟอสฟีนก่อนถ่ายเชื้อลงสู่ก้อนเชื้อ
6.พ่นสารกำจัดไรคลุมถุงเห็ดไรคลุมถุงเห็ดระยะบ่มเส้นใย

การกำจัดไรด้วยจุลินทรีย์
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 082-711-9399 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชาบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 208-1-95042-1
ที่มา:http://www.suanhed.com

จำหน่ายข้าวกล้องงอก,ประโยชน์ข้าวกล้อง


ประโยชน์ข้าวกล้องงอก
coming Soon...

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 086-8611943 082-711-9399 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชา บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 208-1-95042-1

ปลูกผักไฮโดรฯ ด้วยปุ๋ยชีวภาพ



ที่ผ่านมาการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์นับว่าได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการใช้พื้นที่ปลูกได้อย่างคุ่มค่า ง่ายต่อการบริหารจัดการ ปลูกได้ทุกฤดูกาล และผักมีรสชาติค่อนข้างจะโดนใจผู้บริโภคอย่างเราๆ และหลายๆ คนคงคิดว่าผักชนิดนี้เป็นผักที่สะอาด ปลอดภัยจากสารเคมี กว่าผักที่ปลูกในดิน แต่หารู้ไม่ว่า ด้วยวิธีการปลูกแบบไฮโดรโพนิกส์นี้ ทำให้ผักมีโอกาสที่จะสะสมสารพิษได้มากที่สุด เพราะต้องใช้ฮอร์โมนหรือปุ๋ยสังเคราะห์เป็นธาตุอาหารทำให้พืชเจริญเติบโต ซึ่งถ้าให้มากเกินกว่าความต้องการ จะทำให้เกิดการสะสมสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ไนเตรท” และเมื่อทานเข้าไปก็จะเกิดการสะสมในร่างกาย ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง แต่ก็ยังมีผู้ที่ตระหนักถึงอันตราย และมีการคิดค้นนำปุ๋ยที่ได้จากธรรมชาติ ที่เรารู้จักกันดีคือ น้ำหมักชีวภาพมาใช้แทนสารละลายสังเคราะห์หรือสารเคมี เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค

ลองทำความเข้าใจกันก่อนว่า พืชปลอดภัย หรือพืชออร์แกนิค มีวิธีการปลูกอย่างไร เป็นพืชที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูกจะต้อมีความปลอดภัยไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมี ต้องมีการตรวจสอบพื้นที่ โดยกรมวิชาการเกษตรก่อน หรือเรียกว่าการขอรับรองแหล่งผลิต เมล็ดพันธ์ ต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรม GMOs ขั้นตอนการปลูกการดูแลรักษาไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ย่าฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช และไม่มีการใช้ฮอร์โมนหรือการใช้สารสังเคราะห์โดยเด็ดขาด ซึ่งการทำฟาร์มแบบออร์แกนิกส์ จะเน้นการบำรุงดินฟื้นฟูสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินอย่างยั่งยืน ทำให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเป็นพืชปลอดภัยแน่นอน

การใช้น้ำหมักชีวภาพกับการปลูกพืชแบบไฮโดรโพนิกส์
การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ ด้วยน้ำหมักชีวภาพ ถูกคิดค้นโดย รศ.ดร.ดนัย วรรณวนิช จากคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีธัญบุรี ซึ่งใช้เวลาคิดค้นนานกว่า 7 ปี จึงพบทางเลือกในการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์แบบต้นทุนต่ำ และไร้สารเคมี หากปลูกพืชในระบบนี้อยู่แล้วก็ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เพียงแต่เปลี่ยนจากสารละลายเป็นสารละลายธาตุอาหารแบบอินทรีย์แทน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายธาตุอาหารราคาแพง ทำเองใช้เอง ลงทุนต่ำ ขายได้ราคาดี และปลอดภัย รศ.ดร. ดนัย กล่าว

วิธีการใช้ปุยชีวภาพในระบบปลูกนี้ ต้องดึงสารอาหารหรือธาตุอาหารให้อยู่ในรูปของประจุก่อน แล้วจึงนำปุยชีวภาพนั้นไปใช้ เริ่มต้นจากการหาอินทรียวัตถุที่มีธาตุอาหารสูง แล้วนำไปผ่านขั้นตอนการหมักหรือสกัดที่เหมาะสม ซึ่งสามารถทำได้ 3 วิธี คือการทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยชีวภาพ วิธีการทำแบบน้ำหมัก และการใช้มูลไส้เดือน และต้องหมักให้กระบวนการย่อยสะลายครบสมบูรณ์ เพราะถ้าหมักไม่สมบูรณ์ จะทำให้เกิดผลเสียกับพืช ทำให้เกิดเมือกเกาะที่รากพืช รากพืชดูดน้ำไม่ได้ทำให้พืชแห้งเหี่ยวตายในที่สุด วิธีการดังกล่าวทำให้พืชมีการเจริญเติบโตใกล้เคียงกับการใช้สารสังเคราะห์
วิธีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพสำหรับปลูกผักไฮโดรโพนิกส์
วิธีการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา

การใช้ปุ๋ยชีวภาพในระบบไฮโดรไฮโรโพนิกส์นั้น ถ้าหากจะใช้ได้ผลดี จำเป็นจะต้องประยุกต์ใช้สารอาหารแต่ละประเภทร่วมกัน เนื่องจากสารอาหารที่ได้จากชีวภาพมีความแปรปรวนค่อนข้างมาก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.ดนัย วรรณวรนิช คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โทรศัพท์ 02-531-2998
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด
ที่มา: หนังสือเกษตรกรรมธรรมชาติ ฉบับที่ 4/ 2554

วิธีการขอรับรองแหล่งผลิต GAP


การผลิตพืชตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม(GAP)
GAP ย่อมาจากคำว่า “Good Agricultural Practice” ซึ่งแปลว่า “เกษตรดีที่เหมาะสม” เป็นระบบที่สร้างผลผลิตตรงตามมาตรฐานคุณภาพ หรือได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำที่ถูกต้อง ตั้งแต่การเพาะปลูก จนถึงการเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ และการขนส่งเพื่อจำหน่าย ซึ่งจะทำให้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการตกค้างของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ตลอดจนเชื้อโรคต่างๆ จึงปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และได้ผลผลิตที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ทั้งสามารถตรวจสอบและสอบทวนได้

การเข้าสู่ระบบ GAP
เกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าสู่ระบบ GAP ต้องยื่นคำร้องตามแบบ GAP-01 แล้วจะมีการตรวจประเมินระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติงาน โดย “ผู้ตรวจรับรอง”ที่ได้รับมอบหมายจากกรมวิชาการเกษตร สิ่งที่กำหนดให้ประเมินคือ แหล่งน้ำ พื้นที่ปลูก การใช้วัสดุอันตรายทางการเกษตร การเก็บรักษาและการขนย้ายผลิตผลภายในแปลง การบันทึกข้อมูล การผลิตให้ปลอดจากศัตรูพืช การจัดการกระ บวนการผลิตเพื่อให้ได้ผลิตผลคุณภาพ การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

การบันทึกข้อมูล
เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติงานในขั้นตอนการผลิตทุกระยะ ให้มีการตรวจสอบได้หากเกิดข้อบกพร่องขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที ได้แก่
1. สภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้นและปริมาณน้ำฝน
2. พันธุ์ วันที่ปลูก และระยะการเจริญเติบโตที่สำคัญ เช่น วันออกดอกและวันติดผล
3. วันที่ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ชนิดและอัตราปุ๋ย
4. วันที่ศัตรูพืชระบาด ชนิดและปริมาณศัตรูพืช
5. วันที่พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช้สาร
6. วันเก็บเกี่ยว ค่าใช้จ่าย ปริมาณ คุณภาพ ราคาผลผลิตและรายได้
7. ปัญหา อุปสรรค ตลอดฤดูปลูก การเก็บเกี่ยวและการขนส่ง
เมื่อผ่านการตรวจสอบ จะได้ใบรับรองแหล่งผลิตพืช(GAP) จากกรมวิชาการเกษตร

ความเสี่ยงในระบบการผลิต มี 4 ประการคือ
1. การปนเปื้อนของสารเคมีต้องห้ามและสารเคมีควบคุมศัตรูพืช
2. การปนเปื้อนของเชื้อโรคคน
3. การปนเปื้อนของธาตุโลหะหนัก จากดิน น้ำ สารคลุกเมล็ด ฯลฯ และ
4. การปนเปื้อนระหว่างการเก็บเกี่ยวและการจัดการผลิตผล
เกษตรกรจึงต้องตรวจสอบแหล่งกำเนิดของการปนเปื้อนทั้ง 4 ประการข้างต้น และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว

วิธีการขอการรับรองแหล่งผลิต GAP
ผู้ที่ต้องการขอการรับรองแหล่งผลิต GAP สามารถยื่นใบสมัครเพื่อขอการรับรองได้ที่หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ทุกแห่งทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีเอกสารและหลักฐานที่ต้องยื่นดังต่อไปนี้คือ

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ต้องการขอการรับรอง 2. ใบสมัครขอการรับรอง(สามารถ dowload ได้จากเว็บไซต์.)


*ขอบข่ายและรายชื่อพืชที่กรมวิชาการเกษตรให้การรับรองแหล่งผลิต GAP

*คู่มือปฏิบัติงาน (SOP)

*คู่มือคุณภาพ (QM)

*หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช (RE 1)

*หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการตรวจประเมินแหล่งผลิต GAP พืช (RE 2)

*การสุ่มตัวอย่างและการจัดการตัวอย่าง


ดาวโหลดเอกสารในการสมัครและรายละเอียดคู่มือการปฏิบัติ

*แบบคำขอใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช สำหรับแปลงเดียว

*แบบคำขอใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช สำหรับแบบกลุ่ม (F2)

*แบบคำขอต่ออายุใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช สำหรับแปลงเดียว (F3)

*แบบคำขอต่ออายุใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช สำหรับแบบกลุ่ม (F4)

*แบบคำขอใบแทน หรือคำขอแก้ไขข้อมูลในใบรับรอง (F5)

*แบบคำขอยกเลิกใบรับรอง (F6)


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมตามชนิดของพืช
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด

ที่มา: กรมวิชาการเกษตร

โรครากเน่าในผักไฮโดร แก้ได้ด้วยเชื้อรา


เชื้อราไตรโครเดอร์มาเป็นที่รู้จักกันดี และก็มีการศึกษาวิธีการนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การผลิตภาคการเกษตรได้ลดการใช้สารเคมีและปลอดภัยกับผู้ใช้ และผู้บริโภคมากที่สุด นับว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ ล่าสุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้คิดค้นวิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ในการควบคุมโรค และแมลงในผักไฮโดรโพนิกส์ เพื่อช่วยส่งเสริมในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายเพิ่มรายได้ในส่วนของผู้ผลิต และทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้ทานผักที่ที่ปลอดภัยจากสารเคมี ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยได้มีการติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีการจัดอบรมให้ความรู้กับผู้ที่สนใจได้ศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก่อนลงมือปฎิบัติจริง

>>ท่านสามารถฟังประสบการณ์ตรงการใช้ไตรโคเดอร์มาในผักไฮโดรโพนิกส์ โดยคุณอรรถพร สุบุญสันต์ เกษตรกรเจ้าของสวนแม่บัวหลวงไฮโดรโพนิกส์ วิทยากร-ผู้ผลิตผักไฮโดรโพนิกส์มืออาชีพ

นับว่าเป็นการพัฒนาอีกขั้น ทางด้านการเกษตรของบ้านเรา โดยส่วนตัวผู้เขียนเองก็ชอบทานผักไฮโดร แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามีการดูแลรักษาอย่าไรจริงไหมครับ พอเห็นอย่างนี้แล้วก็ชื่นใจครับขอให้พัฒนาและขยายผลต่อในพืชชนืดอื่นๆด้วยนะครับ
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด
ที่มา:http://www.phutalay.com

การใช้เชื้อไตรโคเดอร์มากำจัดโรคพืช,ไตรโคเดอร์มา


เชื้อไตรโคเดอร์มา คืออะไร
เป็นเชื้อราปฏิปักษ์สามารถควบคุม เชื้อราไฟทอปธอราที่เป็น สาเหตุของโรคเหี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเชื้อไตรโคเดอร์มา จะเข้าทำลาย เส้นใยเชื้อราไฟทอปธอรา ด้วยการพันรัด หรือแทง เข้าไปภายในเส้นใย
ของเชื้อไฟทอปธอรา
จุดเด่นของการใช้ เชื้อไตรโคเดอร์มา คือ เป็นการควบคุมโรคพืช โดยใช้สิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรูธรรมชาติกำจัดสิ่งมีชีวิตที่เป็น
สาเหตุของโรคพืชด้วยกัน

การเตรียมอุปกรณ์
อุปกรณ์ที่ใช้สำ หรับผลิตขยายเชื้อราประกอบด้วยเมล็ดข้าว เปลือกหรือเมล็ดข้าวฟ่าง ถุงพลาสติก
8’ - 10’ คอขวดสำหรับ เพาะเห็ด สำ ลี หัวเชื้อไตรโคเดอร์มา จากอาหารวุ้น

การเขี่ยเชื้อ
นำ เมล็ดข้าวเปลือกหรือเมล็ดข้าวฟ่างต้มให้สุก มาบรรจุถุงแล้วเขี่ยเชื้อไตรโคเดอร์มาลงในถุงขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วเหลือง
ใส่คอขวดอุดด้วยจุกสำ ลีแล้วนำไปเก็บในที่ร่ม

การเก็บรักษา
นำ ถุงที่เขี่ยเชื้อแล้วไปเก็บในที่ร่ม อุณหภูมิปกติมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ทิ้งไว้ 7 วัน เชื้อราก็จะเจริญเติบโตกระจาย
ทั่วถุงมีลักษณะสีเขียว สามารถนำ ไปใช้ได้

วิธีการใช้
นำ เชื้อที่เจริญอยู่ในถุง 1 กิโลกรัม ( 3 ถุง ) ผสมกับรำละเอียด 10 กิโลกรัม และ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ อย่างละ40 กิโลกรัม ผสมคลุกเคล้ากันให้ทั่วและพรมนํ้าให้ชุ่ม กองไว้ในที่ร่ม แล้วคลุมด้วยพลาสติกทิ้งไว้ 7 วัน ก็นำ ไปใช้ได้เลยหรือผสมเสร็จใหม่ ๆ ก็นำ ไปใช้ได้เลยเช่นกัน (ไม่ต้องทิ้งไว้ 7 วัน )

การนำไปใช้
เชื้อ 1 กิโลกรัม ปุ๋ยหมัก 40 กิโลกรัม รำ 10 กก.คลุกเคล้าให้เข้ากันนำไปใช้ได้เลยนำไปโรยก้นหลุมก่อนปลูก 1 - 2 ช้อนแกง/หลุม และ หว่านโคนต้นอีกครั้ง ก่อนพริกจะออกดอกประมาณ 10 วัน หรือ หลังจากปลูกได้ 45 วัน อัตรา 1 - 2 ช้อน แกง/ต้น หลังหว่านแล้วการให้นํ้าก็ให้ตามปกติ ได้เลย แต่อย่าให้นํ้าขังแฉะเกินไป

ข้อควรระวังในการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด
การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด เป็นวิธีการที่เกษตรกรหรือผู้ใช้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้เพราะเชื้อชนิดสดอาจไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เชื้อสดเป็นเชื้อที่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะเจริญอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่ออยู่ในสภาพอุณหภูมิปกติ โดยสปอร์ของเชื้อซึ่งมีสีเขียวเข้มจะงอกและเจริญกลับเป็นเส้นใยสีขาวใหม่อีกครั้ง เส้นใยดังกล่าวจะอ่อนแอต่อสภาพแวดล้อมภายนอกถุงเชื้อ สูญเสียคุณภาพและประสิทธิภาพได้ง่ายกว่าเชื้อในรูปสปอร์สีเขียว ดังนั้น ข้อจำกัดที่สำคัญประการหนึ่งของเชื้อสดคือ ต้องนำเชื้อสดไปใช้ทันที อย่างไรก็ตาม ถ้าเกษตรกร หรือผู้ใช้ยังไม่พร้อมที่จะใช้เชื้อสดที่มีอายุครบ 7 วันแล้ว ต้องเก็บรักษาเชื้อสดไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิประมาณ 8-10 องศาเซลเซียส และไม่ควรเก็บไว้นานเกินกว่า 15 วัน
นอกจากนี้ ผู้ใช้เชื้อสดควรระลึกไว้เสมอว่า การใช้เชื้อสดใส่ลงไปในดินที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการเจริญและการเพิ่มปริมาณเชื้อ เช่น ดินเป็นกรดจัดหรือด่างจัด เกินไป ดินมีความเค็มสูง โครงสร้างของดินหรือเนื้อดินมีลักษณะแน่นทึบ การระบายอากาศและความชื้นไม่ดี ดินมีอินทรีย์วัตถุต่ำ อาจทำให้การใช้เชื้อสดไม่ประสบผลสำเร็จได้ สำหรับข้อควรระวังต่าง ๆ ในการใช้เชื้อสดนอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้นมีดังนี้
1. ควรฉีดพ่นน้ำเชื้อสดในเวลาแดดอ่อน หรือเวลาเย็น กรณีที่บริเวณซึ่งจะฉีดพ่นไม่มีร่มเงาจากพืชเลย ควรใช้วัสดุอินทรีย์ หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกหว่านปกคลุมผิวดิน
2. ถ้าดินบริเวณที่จะฉีดพ่นน้ำเชื้อหรือหว่านเชื้อแห้งมาก ควรให้น้ำพอให้ดินมีความชื้นเสียก่อน หรือให้น้ำทันทีหลังฉีดพ่นหรือหว่านเชื้อ เพื่อให้น้ำพาเชื้อซึมลงดินและความชื้นในดินจะช่วยให้เชื้อเจริญได้ดี
3. ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่เหมาะกับการใช้ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด ควรเป็นปุ๋ยที่ผ่านกระบวนการหมักโดยสมบูรณ์แล้ว ( เย็นแล้ว ) หรือเป็นปุ๋ยที่กองทิ้งไว้จนเก่าแล้ว ไม่ควรใช้ปุ๋ยหมักที่ผสมด้วยปุ๋ยยูเรีย
4. ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทุกชนิดคลุกเคล้าหรือผสมร่วมกับเชื้อสดเพื่อใช้พร้อมกันทีเดียว
5. กรณีที่ต้องการผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดกับปุ๋ยอินทรีย์-เคมี (ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผสมด้วยปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ) ทั้งชนิดผงหรือชนิดอัดเม็ด ให้ผสมได้ แต่ต้องหว่านทันทีที่ผสมเสร็จ ห้ามผสมแล้วเก็บไว้ในกระสอบ หรือกองไว้ เพราะเชื้อราไตรโคเดอร์มาอาจได้รับอันตรายจากปุ๋ยเคมี
6. เมื่อผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดกับรำข้าวและปุ๋ยอินทรีย์แล้ว ให้ใช้หว่านทันที ห้ามบรรจุลงในกระสอบหรือกองทิ้งไว้ เพราะอาจเกิดความร้อนในกองปุ๋ย เป็นอัตรายต่อเชื้อราไตรโคเดอร์มาได้ ดังนั้นจึงควรเตรียมส่วนผสมของเชื้อสด รำข้าวและปุ๋ยอินทรีย์ให้พอใช้ในแต่ละครั้ง
7. ถ้าผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดกับปุ๋ยอินทรีย์ (เก่าหรือหมักดีแล้ว) โดยไม่ใส่รำข้าว สามารถเก็บปุ๋ยไว้ได้ไม่เกิน 1 เดือน โดยใส่กระสอบหรือกองไว้ในที่ร่มและเย็น และควรคลุมด้วยพลาสติกหรือกระสอบ เพื่อรักษาความชื้นในเนื้อปุ๋ยเอาไว้ให้อยู่ที่ประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์
8. เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ โดยไม่ใส่รำข้าว เมื่อใช้หว่านลงดินจะได้ปริมาณเชื้อน้อยกว่ากรณีที่ใช้รำข้าวผสมด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่าเชื้อสดผสมปุ๋ยอินทรีย์โดยไม่มีรำข้าวมีประสิทธิภาพควบคุมโรคได้เช่นกัน
9. ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ก่อนหรือหลังการหว่านปุ๋ยเคมี 3-5 วัน
10. ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาหลังหว่านปูนโดโลไมท์ ปูนขาว หรือสารปรับสภาพดินไปแล้ว 5-7 วัน
11. การฉีดพ่นสารเคมีควบคุมโรค แมลงศัตรูพืช และวัชพืช เหนือพื้นดิน ไม่มีผลกระทบต่อเชื้อราไตรโคเดอร์มาในดิน แม้ว่าสารเคมีเบโนบิล และคาร์เบนดาซิม อาจมีผลยับยั้งการเจริญของเชื้อราไตรโคเดอร์มาได้ระยะหนึ่ง
12. ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง เช่น ใช้ก่อนปลูกพืชรุ่นใหม่ทุกครั้ง ในกรณีของการปลูกพืช ผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชไร่ หรือใช้ปีละ 2-3 ครั้ง ในกรณีของไม้ผลยืนต้น (ใช้บ่อย ๆ ไม่มีอันตรายต่อพืช)
13. ควรใช้เศษหญ้า เศษใบไม้ หรือวัสดุต่าง ๆ คลุมผิวดิน เพื่อรักษาความชื้นในดินไว้ ซึ่งจะช่วยให้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเจริญได้ดี และมีชีวิตอยู่รอดในดินได้นานยิ่งขึ้น
14. ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือวัสดุอินทรีย์ลงดินเป็นระยะ ๆ โดยแบ่งใส่ทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้กับเชื้อราไตรโคเดอร์มา
และเพื่อช่วยปรับสภาพแวดล้อมในดินให้เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อราไตรโคเดอร์มา
15. ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดที่ผสมรำข้าวละเอียดและปุ๋ยอินทรีย์หว่านลงดินในช่วงของการเตรียมดินก่อนการปลูกพืช และใช้น้ำเชื้อสดฉีดพ่นลงดินบนแปลงปลูกหรือรอบโคนต้น หรือใต้ทรงพุ่มในระยะที่พืชกำลังเจริญเติบโตต่อเนื่องเป็นระยะๆ
16. เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดเก็บรักษาได้ไม่นาน และมีประสิทธิภาพควบคุมโรคสูงกว่าการใช้เชื้อในรูปผงแห้ง
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเชื้อราไตรโคเดอร์มา
1. ปริมาณเชื้อราไตรโคเดอร์มาในดินมีหน่วยวัดเป็น หน่วยโคโลนี / กรัม เช่น ตรวจพบเชื้อราไตรโคเดอร์มาในดิน 105 หน่วยโคโลนี / กรัม หมายความว่าในดิน หนัก 1 กรัม มีปริมาณเชื้อราไตรโคเดอร์มาอยู่ 100,000 หน่วยชีวิต ( สปอร์ ) ที่จะเจริญเป็นเส้นใยได้
2. เชื้อราไตรโคเดอร์มาที่ใส่ลงดินแล้ว จะมีชีวิตอยู่รอดได้นานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพของดิน ดินร่วนซุยดี มีอินทรีย์วัตถุสูง มีใบไม้/เศษพืชปกคลุมดินเสมอ เชื้อราไตรโคเดอร์มาจะอยู่รอดโดยมีปริมาณสูงได้นาน 6 เดือน ถึง 1 ปี
3. เชื้อราไตรโคเดอร์มาอยู่ได้ในดินลึกกว่า 30 เซนติเมตรจากผิวดิน แต่จะเจริญสร้างเส้นใยเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคพืชได้ดีในความลึกช่วง 5 - 10 เซนติเมตร จากผิวดิน
4. การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาติดต่อกันนานหลายปีไม่ทำให้เชื้อโรคพืชเกิดความต้านทานได้ แต่กลับเป็นผลดี คือ จะช่วยป้องกันโรคพืชได้อย่างต่อเนื่อง
5. การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพียง 1 สายพันธุ์ไม้ได้หมายความว่าจะมีประสิทธิภาพด้อยกว่าการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มารหลายสายพันธุ์ร่วมกัน
6. เชื้อราไตรโคเดอร์มาไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ พืชที่ปลูก และสภาพแวดล้อม
7. การต่อเชื้อไตรโคเดอร์มาบ่อย ๆ อาจเกิดเชื้อกลายพันธุ์ที่เจริญได้ไม่ดี สร้างเส้นใยแต่ไม่สร้างสปอร์สีเขียว และไม่มีประสิทธิภาพควบคุมโรคได้
8. กรณีที่พืชแสดงอาการของโรคขั้นรุนแรง ควรใช้สารเคมี เช่น เมทาแลกซิล โฟซีทิลอัล ( อาลีเอท ) กรดฟอสโฟนิค ( โฟลีอาร์ฟอส ) แมนโคเซบฯ ร่วมด้วยได้ ถ้าจะใช้สารกลุ่มเบโนมิล หรือคาร์เบนดาซิมควรใช้ก่อนหรือหลังใส่เชื้อไตรโคเดอร์มา 7 วัน
9. สามารถใช้สารเคมีควบคุมแมลงศัตรูพืช สารกำจัดวัชพืช และปุ๋ยเคมี ได้ตามปกติในระหว่างการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา แต่ห้ามผสมเชื้อกับสารเคมี
10. ถ้าดินปลูกพืชเป็นกรดจัด คือ ค่าพีเอชต่ำ ( 3.5-4.5 ) จำเป็นต้องปรับค่าพีเอสให้มีค่าอยู่ระหว่าง 5.5 - 6.5 ก่อนการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา
11. เชื้อราไตรโคเดอร์มาพบได้ในดินเกษตรกรรมทั้งไป แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเชื้อหรือทุกสายพันธุ์นั้นจะมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคได้ ต้องผ่านการวิจัยทดสอบเสียก่อน

ข้อดีและข้อจำกัดเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด
ข้อดี
1. เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดมีความพร้อมที่จะเริ่มกิจกรรมได้ทันทีที่ลงสู่ดิน ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อ เช่น สามารถเจริญและสร้างเส้นใยภายใน 3-5 ชั่วโมง เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค
2. เชื้อสดจะสามารถเจริญและเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว และมีปริมาณมากกว่าเชื้อชนิดผงแห้ง
3. เกษตรกรสามารถผลิตใช้ได้ด้วยตนเองโดยวิธีที่ไม่ยุ่งยากและต้นทุนการผลิตต่ำ
4. มีวิธีการนำไปใช้ได้หลายวิธีแล้วแต่ความเหมาะสม
5. หัวเชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถเก็บได้นานถึง 1 ปี ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ 8-10 องศาเซลเซียส หัวเชื้อในขวดที่ใช้ไม่หมด สามารถเก็บไว้ในตู้เย็น แล้วนำมาใช้ต่อได้

ข้อจำกัด
1. เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดที่ผลิตได้ไม่สามารถเก็บรักษาให้คงสภาพเดิมได้ที่อุณหภูมิปกติ ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ 8-10 องศาเซลเซียส
2. ระยะเวลาในการเก็บรักษาเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดในตู้เย็นอุณหภูมิ 8 - 10 องศาเซลเซียส มีจำกัด คือ กำหนดให้เก็บไว้ในตู้เย็นได้ไม่เกิน 15 วัน
3. เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดเมื่อผสมรำละเอียดและป๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเก่า ๆ แล้วต้องใช้ให้หมด
4. สำหรับวิธีการฉีดพ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด ขั้นตอนการเตรียมยุ่งยากและต้องฉีดพ่นในช่วงเวลาเย็น ถ้าฉีดพ่นเวลาเช้าหรือบ่ายต้องให้น้ำตามทันที
5. การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด ต้องมีการวางแผนที่ดี เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงเชื้อสด 6 - 7 วัน
6. หลังใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดลงดินแล้ว ต้องรักษาสภาพความชื้นในดินอย่างต่อเนื่อง

แนวทางสู่ความสำเร็จของการเชื้อราไตรโคเดอร์มา
การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคพืช เป็นวิธีการทางชีวภาพหรือชีววิธีที่ต้องใช้ตัวเชื้อซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ จึงต้องพึ่งพาอาศัยสภาวะแวดล้อม และปัจจัยต่าง ๆ อีกหลายประการ นอกเหนือจากคุณภาพและประสิทธิภาพของตัวเชื้อราไตรโคเดอร์มาเอง ดังนั้นผู้ที่จะใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคพืชให้ประสบผลสำเร็จ จึงต้องเป็นผู้ที่ให้ความสนใจและเข้าใจอย่างจริงจังหรือพยายามทำความเข้าใจในรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมของเชื้อราไตรโคเดอร์มา

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคพืช ประกอบด้วย
1. คุณภาพและประสิทธิภาพของเชื้อราไตรโคเดอร์มา
ต้องเป็นเชื้อสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือก ศึกษาวิจัยทั้งด้านคุณภาพ และประสิทธิภาพควบคุมโรคมาเป็นอย่างดีแล้ว
ต้องเป็นเชื้อที่เจริญสร้างสปอร์ได้ดีและรวดเร็ว บนวัสดุอาหารหลากหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุอินทรีย์ที่มีอยู่ในดินตามธรรมชาติ
ต้องสามารถแข่งขันและต่อสู้ทำลายเชื้อสาเหตุโรคพืชได้หลายชนิด
ต้องดำรงชีวิตอยู่รอดได้ดีในสภาพธรรมชาติที่มีความแปรผัน
ต้องเป็นผลิตภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มามาจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ หรือมีหมายเลขทะเบียนแสดงการรับรองจากรมวิชาการเกษตรบนฉลากและบอกวันหมดอายุ
2. วิธีการใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์มา
ต้องใช้เชื้ออย่างถูกต้องตามวิธีการปฏิบัติและข้อควรระวังที่แนะนำไว้
ต้องใช้เชื้อตามอัตราที่กำหนด
ต้องใช้เชื้อในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมตามคำแนะนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้เชื้อเพื่อป้องกันโรค ซึ่งจะได้ผลดีกว่าการใช้เชื้อเพื่อรักษาโรค
3. การจัดการเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม
- ปรับปรุงสภาพดินด้วยอินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ
- คลุมผิวดินด้วยเศษซากพืช เพื่อรักษาความชื้นในดิน
- ปรับสภาพความเป็นกรดของดิน ด้วยปูนมาร์ล หรือโดโลไมท์
- การขุดดินตากแดด เพื่อปริมาณเชื้อโรค
- การตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค หรือแต่งให้ทรงพุ่มโปร่ง
- การขุดร่องระบายน้ำ ป้องกันสภาวะน้ำขังในสวน/แปลงปลูก

ข้อสำคัญ
เนื่องจากเชื้อไตรโคเอร์มาเป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่ ไม่ควรผสมร่วมกับปุ๋ยเคมีโดยตรง และไม่ควรใช้สารกํจัดวัชพืชในแปลงที่มี การใช้เชื้อไตรโคเอร์มา เพราะอาจทำ ให้เชื้อนี้ตายได้ มีการทดสอบการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มา เพื่อประโยชน์ในด้านควบคุมโรคพืช ได้อย่างชัดเจนในหลายประเทศ ในประเทศไทยได้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มา โดย ดร. จิระเดช แจ่มสว่าง ภาควิชาโรคพืชคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเวลานานจนยอมรับการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มา เพื่อควบคุมโรคพืชที่เกิดจาก เชื้อราไฟทอปธอราที่มีประสิทธิภาพ
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด
ที่มา:กรมส่งเสริมการเกษตร http://esc.agritech.doae.go.th/webpage/e-book/trai-cro-der-ma.pdf
:สำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณสุพจน์ 082-711-9399 E- mail: Sup.hot@hotmail.com
ชื่อบัญชี สุพจน์ แวงภูลา
ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชาบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 208-1-95042-1


สมุนไพรจากข้าว

มีเรื่องราวเกี่ยวกับข้าวมาฝาก หลายๆคนคงนึกไม่ถึง ว่าข้าวจะมีสรรพคุณต่างๆมากมายลองมาดู ว่าข้าวมีประโยชน์อย่างไรบ้าง
ข้าวนอกจากจะเป็นอาหารหลักของมนุษย์แล้ว ในวงการแพทย์แผนโบราณตั้งแต่อดีตก็ยังมีการนำส่วนต่างๆของข้าวมาใช้เป็นยา บำรุงกำลัง หรือรักษาอาการและโรคต่างๆอาทิ
รากข้าว ใช้รากของต้นข้าวที่ต้นสูงประมาณ 10 นิ้ว มาประกอบทำเป็นยาแก้โรคซาง โรคตานขโมยในเด็ก
รวงข้าว ใช้รวงข้าวที่กำลังออกเป็นน้ำนม บีบเอาแต่น้ำนำมากวนเจือน้ำตาลเล็กน้อย ใช้เป็นยาบำรุงกำลังคนไข้อาการหนัก
ซังข้าว คือ ต้นข้าวที่เก็บเกี่ยวเมล็ดไปแล้วนำมาใช้ทำเป็นยาขับ ประจำเดือนในสตรี
ข้าวเปลือก ข้าวเปลือกใหม่ๆมีละอองสีขาวปน นำมาต้มอื่มแก้โรคกษัย
ข้าวสาร ใช้ข้าวสารตำให้เมล็ดข้าวแตกละเอียด ผสมน้ำเปล่าเท่ากับปริมาณข้าวสาร คนให้เข้ากันดีแล้วเอามาทาตามบริเวณที่มีลมพิษขึ้น นอกจากนั้นถ้าตำจนละเอียดแล้วผสมน้ำจนเหนียวใช้พอกที่ปวดบวมตามร่างกาย ใช้ประกอบพิธีกรรม ด้วยเวทมนต์คาถาเพื่อพอกตามร่างกายแก้คุณไสยต่างๆ
ข้าวกล้องและรำข้าว นำทั้งสองอย่างมาเท่าๆกัน ตำให้เข้ากัน ละลายน้ำหรือสุรา ใช้พอกบริเวณที่เป็นฝีเพื่อเร่งให้หนองแตกเร็วขึ้น
ข้าวใหม่ คือ ข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวและสีออกใหม่ๆ นำมาหุงกินทำให้เจริญกำลัง จะเห็นว่าในชนบทเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อได้ข้าวใหม่ๆจะต้องเอาไปฝากผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือ หรือตักบาตร เพราะเชื่อว่าข้าวใหม่ๆเป็นข้าวที่ดีที่สุด และของที่ดีต้องตักบาตร เพราะเชื่อว่า ข้าวใหม่ๆเป็นข้าวที่ดีที่สุด และของดีต้องตักบาตรหรือให้ผู้ใหญ่ก่อน
ข้าวยาคู นำเมล็ดข้าวอ่อนที่เรียกว่า น้ำนมมาตำคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำนมวัว น้ำตาล เตยหอม กวนให้เข้ากัน ใช้รับประทานเป็นยาชูกำลัง แก้ไขอ่อนเพลียในคนที่ฟื้นไข้ใหม่ๆ
ข้าวสารดำ นำข้าวสารที่มีสีดำมาแช่กับน้ำฝนกลาวหาว ( คือน้ำฝนที่รองจากกลางแจ้งไม่ผ่านหลังคา) ใช้หยอดรักษาโรคตา
ข้าวสารข้างครก คือ ข้าวสารที่ตกอยู่ข้าวครกในเวลาที่ตำข้าวซ้อมมือ นำมาบด ใส่เกลือเล็กน้อย บีบน้ำมะนาวเป็นกระสายใช้กวาดลิ้นเด็กแกโรคทราง
ข้าวกล้อง คือ ข้าวที่สีหรือตำพอเปลือกหลุดออก แล้วนำมาหุงกิน บำรุงร่างกายและป้องกันโรคเหน็บชา สมัยก่อนมีข้าวตำ ข้าวซ้อมมือซึ่งมีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกัน ( ซึ่งได้จากการตำด้วยครกกระเดือง)
ข้าวสารคั่ว คือ ข้าวสารที่นำมาคั่วใช้ไฟพอไหม้เกรียม นำไปแช่น้ำดื่มบำรุงกำลัง แก้กระหายน้ำ หรือใช้ทำเป็นกระสายยา ใช้ข้าวสารกับเกลือปนอย่างละเท่าๆกัน คั่วจนข้าวสารออกเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบไหม้ แล้วนำไปต้มจนเดือด ทิ้งไว้พออุ่น ดื่มแก้ปวดท้อง นอกจากนั้นข้าวสารที่คั่วร้อนๆนำมาห่อผ้าทำเป็นลูกประคบใช้ประคบคนเป็นลม มือเท้าเย็น หรือคนที่ตกน้ำตัวเย็น
ข้าวตอก คือ ข้าวเปลือกคั่วจนเมล็ดพองเปลือกแตกหลุดออก รับประทานบำรุงกำลัง เจริญธาตุ
ข้าวไหม้ คือ ข้าวที่หุงติดก้นหม้อไหม้ รับประทานบำรุงกำลังแก้กระหายน้ำ
ข้าวติดหน้าตะโพน คือ ข้าวสุกผสมขี้เถ้าปั้นติดที่หน้าตะโพน ( เครื่องพิณพาทย์) นำมาต้มน้ำดื่มแก้โรคบิค แก้ตกเลือด
ข้าวตากคั่ว คือ ข้าวที่หุงสุกแล้วตากแห้งนำไปคั่ง ปรุงเป้นยาแก้โลหิต ขับประจำเดือน
ข้าวบูด คือ ข้าวสุกบูด เคล้ากับน้ำจนเหนียว ใช้พอกหัวฝีดูดหนอง แก้ปวดฝี
ข้าวเคี้ยว คือ ข้าวสุกที่ใส่ปากเคี้ยวให้แหลก ใช้ป้อนเด็กอ่อนที่ไม่มีแม่ ( แต่ในกรณีนี้ไม่ขอแนะนำ เพราะถ้าหากคนที่เคี้ยวมีการติดเชื้อหรือเป้นโรคเกี่ยวกับช่งปาก จะทำให้เกิดการแพร่เชื้อไปสู่เด็กได้)
ข้าวเผา คือ บ้าวสุกปั้นเป็นก้อนขนาดเท่าลูกมะกรูด เผาไฟให้เป็นถ่าน แช่น้ำปูนใส 1 คืน รินเอาน้ำดื่มแก้โรคกระเพาะ
น้ำซาวข้าว คือ น้ำที่ได้จากการซาวข้าวสารเวลาหุง ใช้เป็นน้ำกระสายยาแผนโบราณหลายชนิด ใช้มือจุ่มน้ำแช่แก้อาการปวดแสบร้อน จากการถูกพริก
น้ำข้าว คือ น้ำที่ได้จากการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ ใส่เกลือนิดหน่อย ใช่ดื่มแทนน้ำนมวัว ช่วยบำรุงกำลัง คนมีครรภ์ใช้ดื่มแก้คลื่นไส้ แพ้ท้องได้ ใช้แก้โรคกำเดาออกบ่อยๆ
ฟองน้ำข้าว คือ ฟองของน้ำข้าวที่กำลังหุงและเดือด ช้อนเอาทาบริเวณมุมปากที่เปื่อย หรือแก้โรคปากเปื่อยได้น้ำมันรำข้าว เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากรำข้าว ใช้ทาแก้โรคขี้กลากน้ำนม

ขอเชิญเข้าร่วม...สัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาวิธีการผลิตข้าวกล้องงอกแบบใหม่ด้วยเทคนิคฟลูอิไดเซชัน
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด
ที่มา:บ้านไอดิน http://www.baanidin.com

สารภีสมุนไพรกำจัดเพลี้ย


การใช้ “สารภี” กำจัดเพลี้ยอ่อน หนอนผีเสื้อกะหล่ำ หนอนใยผัก หนอนแตงเทศ ด้วงงวงข้าว และ แมลงในบ้าน(แมลงสาบ แมลงวัน มด)
เมล็ด แก่ของสารภี มีคุณสมบัติในการฆ่าแมลงได้เป็นอย่างดี ส่วนในใบ เปลือก และ ลำ ต้น มีฤทธิ์ในการกำจัดแมลงได้เช่นกัน แต่จะมีฤทธิ์น้อยกว่าการใช้เมล็ด เป็น พิษทางการสัมผัสและทางกระเพาะอาหาร

ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ : ดอก
สรรพคุณทางยาสมุนไพร :
ดอกที่เริ่มบานช่วยขับลม บำรุงหัวใจ ปรุงเป็นยาแก้ร้อนใน เข้ายาลม บำรุงปอด
** ดอกสารภีเป็นเครื่องยาบำรุงหัวใจชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ร่างกายเกิดอารมณ์เยือกเย็นอ่อนหวาน ดังนั้นจึงทำให้ชีวิตมีอายุที่ยืนยาวได้เช่นกัน(www.maipradubonline.com)
สารสำคัญ :
ดอกสารภี มีสาร fravonoid ชื่อ itexin และ สารประกอบอื่นๆ เช่น sitosterol, stigmasterol, campesterol และ สารจำพวก 4-phynyl coumarins อีก 2
การนำมาใช้ทางการเกษตร :
วิธีที่ 1 นำเมล็ดแก่บดเป็นผงแล้วนำมา พ่นบนกะหล่ำปลี เพื่อป้องกันกหนอนใยผัก โดยใช้ในอัตรา 8-9 กรัมต่อพ้น การพ่นควรทำในขระที่ยังีน้ำค้างเกาะอยู่บนต้น เพราะจะทำให้ผงยาเกาะติดบนต้นกะหล่ำปลีได้ดีขึ้น
วิธีที่ 2 ใช้เมล็ดแก่บดเป็นผงจำนวน 1 กิโลกรัม ละลายในน้ำสะอาด 20 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วผสมน้ำสบู่เป็นสารจับใบก่อนนำไปใช้ฉีดพ่นในแปลงผัก
วิธีที่ 3 นำเมล็ดแก่บดเป็นผง อัตรา 3ด แช่ในน้ำมันก๊าด 1 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วกรองเอาน้ำสารละลายที่ได้ไปฉีดพ่นกำจัดแมลงสาบ แมลงวัน และ มด ภายในบ้านเรือน
จุลินทรีย์กำจััดหนอน เพลี้ยฯ
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด
ทีมา:http://blog.taradkaset.com/wp-content/uploads/2011/01/1385_4.jpg

สาบเสือ สมุนไพรป้องกันกำจัดเพลี้ย


การใช้ ”สาบเสือ” ป้องกันกำจัด เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย เพลี้ยไฟ หนอนกระทู้ หนอนใยผัก และ หนอนอื่นๆ
ใบของสาบเสือมีกลิ่นฉุนจึงสามารถนำมาใช้เป็นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยชนิดต่างๆ หนอนในแปลงผัก และใช้เป็นยาเบื่อปลาได้

สรรพคุณทางยา :
ก้าน และใบ รสสุขุม ฉุนเล็กน้อย ใช้ฆ่าแมลง ห้ามเลือดแก้แผลที่แมลงบางชนิดกัดแล้วเลือดไหลไม่หยุด ใช้ใบสดตำพอกปากแผล หรือ อาจใช้ใบสดตำกับปูนกินหมากพอกแผลห้ามเลือดได้หรือใช้ใบสดขยี้ปิดปากแผลเลือด ออกเล็กน้อยได้ดี

ผลทางเภสัชวิทยา :
น้ำต้มสกัดจากใบ และต้น มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้เล็กที่แยกออกจากตัวของหนูตะเภา แต่ลดการบีบตัวของลำไส้เล็กที่แยกออกจากตัวของกระต่าย น้ำต้มสกัดและผลึกสารที่สกัดได้จากต้นนี้ ไม่มีผลอย่างเด่นชัดต่อมดลูกที่แยกออกจากตัวของกระต่าย หากนำไปฉีดเข้าช่องท้องของหนูเล็ก พบมีความเป็นพิษเพียงเล็กน้อย

การนำมาใช้ทางการเกษตร :
นำต้นสาบเสือและใบมาตากแห้งหรือจะใช้ต้นและใบสดก็ได้เช่นกัน จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด ผสมน้ำในอัตราส่วน สาบเสือแห้งบด 5 ขีด ต่อน้ำ 10 ลิตร (ถ้าใช้สดก็ใช้ในอัตราส่วน สาบเสือบด 1 กิโลกรัม ต่อ น้ำ 10 10 ลิตร)แล้วคนให้เข้ากันแช่ทิ้งไว้นาน 1 วัน แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบางก่อนนำน้ำหมักที่ได้ไปใช้ ให้ผสมสารจับใบ เช่น สบู่ แชมพู หรือ ผงซักฟอก โดยใช้ในอัตราส่วน น้ำหมักสาบเสือ ครึ่งช้อนโต๊ะ ต่อ น้ำเปล่า 5 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุกๆ 7 วัน ในช่วงเย็น
การใช้จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด

การเพาะเห็ดในโอ่ง


การเพาะเห็ดในโอ่ง
เห็ด เป็นอาหารโปรตีนสูง ย่อยง่าย ที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภค เมื่อเพาะให้ผลผลิตเร็ว คือภายใน 2 สัปดาห์มีวิธีการเพาะหลายวิธี เช่น เพาะแบบกองเตี้ย เพาะแบบกองสูงเพาะในโรงเรือน และการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าที่ กลุ่มเกษตรกรบ้านทรัพย์สมบูรณ์เทศบาลตำบลกุดน้ำใส อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ทดลองเพาะเห็ดในโอ่ง
เป็นภูมิปัญญาอย่างง่ายๆ ในครัวเรือนทั่วๆ ไป สามารถนำมาเป็นตัวอย่างใช้ได้จะทำให้มีเห็ดสดๆ ปลอดสารพิษไว้รับประทานในครัวเรือนแทบทุกวัน ลดความยุ่งยากในการเพาะเห็ดในโรงเรือน โอ่งที่ใช้ก็เป็นโอ่งที่แตกหรือร้าวที่ใส่น้ำไม่ได้แล้ว
วิธีการเพาะเห็ดในโอ่ง
วัสดุที่ใช้ในการเพาะเห็ด
1. โอ่งมังกร จำนวน 1 ใบ
2. ก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า จำนวน 20 ก้อน ต่อโอ่ง
3. ซาแรน หรือกระสอบป่าน สำหรับปิดปากโอ่ง นวน 1 ผืน
4. ไม้รองพื้น สำหรับวางก้อนเชื้อ จำนวน 2 อัน
5. ทรายรองพื้นโอ่ง
ขั้นตอนการเพาะ
1. หาโอ่งที่ชำรุดหรือไม่ได้ใช้แล้ว
2. นำโอ่งมานอนลง แล้วเอาไม้ไผ่ทำเป็นแผงวางก้อนเชื้อเห็ด ต้องหาสถานที่เหมาะๆใต้ร่มไม้หรือที่มีร่มเงา ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น
3. นำทรายหยาบวางรองพื้นตามแนวนอนของโอ่ง เพื่อเก็บความชื้น
4. นำก้อนเชื้อเห็ดที่ต้องการเพาะมาเรียงไว้จนเต็ม
5. ควรระมัดระวังในช่วงวันที่ 1-3 ถ้าร้อนเกินไป ให้เปิดกระสอบป่านหรือซาแรน เพื่อระบายความร้อน
6. รดน้ำบนก้อนเชื้อเช้า-กลางวัน-เย็น ถ้าพบว่ากองเห็ดแห้งเกินไปก็ควรเพิ่มความชื้น โดยใช้บัวรดน้ำเป็นฝอยเพียงเบาๆ ให้ชื้น หลังจากเพาะเห็ดประมาณ 1 สัปดาห์จะเริ่มมีตุ่มดอกเห็ดสีขาวเล็กๆ ในช่วงนี้ต้องงดการให้น้ำโดยตรงกับดอกเห็ด ถ้าดอกเห็ดถูกน้ำในช่วงนี้ดอกเห็ดจะฝ่อและเน่าเสียหาย
7. หลังจากนั้น ประมาณ 7-10 วัน เห็ดจะออกดอกเก็บรับประทานได้ สามารถเก็บ ดอกเห็ดมารับประทานได้แล้วทุกวัน จนกว่าดอกเห็ดจะหมดไป ใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือนสำหรับการเพาะเห็ดในโอ่ง เป็นการนำเอาของใช้ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นแนวทางในการประหยัดต้นทุน และสามารถ นำไปเพาะได้ทุกครัวเรือน
การดูแลรักษา
ข้อ ระวัง น้ำที่ใช้รดเห็ดจะต้องเป็นน้ำจืด ไม่มีคลอรีนเจือปน ไม่เป็นน้ำกร่อย น้ำเค็ม ระวังน้ำเค็มไม่สามารถจะใช้รดเห็ดได้ เพราะเห็ดจะไม่ออกดอกเห็ด แต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมในการผลิตดอกเห็ดไม่เหมือนกัน เห็ดนางรม เห็ดเป๋าฮื้อ และเห็ดหูหนู ต้องการอุณหภูมิธรรมดาในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูฝน ส่วนเห็ดนางฟ้าและเห็ดหอม ต้องการอุณหภูมิค่อนข้างเย็น ดังนั้น ในการผลิตดอก เห็ดแต่ละฤดูก็ควรมีการจัดการชนิดของเห็ดที่จะผลิตควบคู่ไปด้วย
จุลินทรีย์พลายแก้ว ป้องกันกำจัดราโรคเห็ด
จุลชีพกำจัดปลวก
การกำจัดไรเห็ด เห็ดดอกดก ใหญ่ กำไรดีด้วยแร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด

การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด

ที่มา: http://www.hs4lwi.qrk5.com/page6.htm

ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง

แม้การเพาะเห็ดฟางจะใช้ระยะเวลาสั้น แต่ก็มีศัตรูเห็ดหลายชนิดที่มักเกิดขึ้น คอยทำลายและรบกวนผลผลิตเห็ดที่ออกมา เช่น มด ปลวก แมลงสาบ หนู ไร และเชื้อราต่างๆ ซึ่งผู้เพาะเห็ดฟางควรที่จะได้ทราบและหาทางป้องกันรักษาดังนี้
ปัญหาที่เกิดจากแมลง และเชื้อราปฏิปกษ์
1. มด, ปลวก, แมลงสาบ จะเข้าไปทำรังหรือเข้าไปทำลายเส้นใยเห็ดและกัดกินดอกเห็ดทำให้ผลผลิตตกต่ำ ดอกเห็ดไม่สมบูรณ์
วิธีการป้องกัน
ใช้น้ำยาเอ็ฟต้าคลอร์หรือคลอเดนหยดใส่ตรงปากรูทางเข้ารังมดหรือปลวก (ภายนอกโรงเรือน) มดและปลวกจะตายหรือย้ายหนีไป หรือจะใช้ขี้เถ้าแกลบผสมผงซักฟอกโรยบนพื้นดินโดยโรยรอบนอกโรงเรือน ไร มีขนาดเล็ก สีขาวเหลืองมีขนสีน้ำตาลยาวที่ส่วนหลังและขาสามารถเจริญและแพร่พันธุ์ได้ดี ในบริเวณที่ชื้นๆ ทำลายโดยการกัดกินเส้นใยเห็ดฟางหรือดอกเห็ดที่มีขนาดเล็ก ก่อให้เกิดความเสียหายและเกิดความรำคาญ เวลาเข้าปฏิบัติงานในโรงเรือน ทั้งนี้ปัจจุบันมีจุลินทรีย์ที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของแมลงเหล่านี้ได้ เช่นจุลชีพกำจัดปลวก
การป้องกัน
1. ทำความสะอาดโรงเรือนบ่อยๆ อย่าปล่อยให้มีวัสดุตกหล่นตามพื้น
2. เมื่อเพาะเห็ดเสร็จแต่ละครั้งควรเก็บปุ๋ยหมักออกให้หมดและล้างโรงเรือนให้สะอาด
2. วัชเห็ด ที่พบเป็นคู่แข่งขันแย่งอาหารเห็ดฟางนั้นที่พบมาก ได้แก่ เห็ดหมึกหรือเห็ดขี้ม้าสาเหตุที่เกิดขึ้น เพราะภายในปุ๋ยหมักร้อนเกินไปหรือขั้นตอนผสมสูตรอาหารอาจใส่อาหารเสริมมากมายในโรงเรือนไม่มีการระบายอากาศ
3. โรคของเห็ดฟางที่เกิดจากเชื้อรา เห็ดฟางเป็นเห็ดที่คนไทยรู้จักบริโภคและเพาะมาเป็นเวลานานแล้ว การเพาะเห็ดฟางโดยทั่วไป มักนิยมเพาะหลังฤดูทำนา เมื่อเกี่ยวข้าวและนวดข้าวเสร็จแล้ว โดยเพาะกันเป็นอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว สาเหตุที่การเพาะเห็ดฟางเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากวัสดุเพาะหาได้ง่ายส่วนใหญ่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว เปลือกถั่วเขียว (เปลือกฝักถั่ว) ประเภทอาหารเสริมได้แก่ ขี้ฝ้าย ไส้นุ่น ละอองข้าว ปุ๋ยคอก ผักตบชวาตากแห้ง
ผู้เพาะเห็ดควรได้ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเทคนิควิธีการเพาะเห็ดแบบต่างๆ การเลือกซื้อเชื้อเห็ด ปัจจัยที่เอื้ออำนวย ต่อการออกดอกจนกระทั้งวิธีการดูแลรักษาแปลงเพาะเห็ด หรือโรงเพาะเห็ดอย่างถูกต้องเสียก่อนลงมือเพาะ และยังมีเรื่องการตลาดอีกด้วย นอกจากปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวแล้ว หากแก้ไขไม่ถูกจุดอาจทำให้โรคแมลงนั้นระบาดทำความเสียหายแก่การเพาะเห็ดได้ ในที่นี้จะได้แยกกล่าวถึงโรคและเชื้อราที่สำคัญในการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย และการเพาะอุตสาหกรรม รวมทั้งการดูแลรักษาและป้องกันกำจัด
3.1 โรคราเม็ดผักกาด โรคราเม็ดผักกาด มักเกิดกับกองเห็ดฟางที่ใช้ฟางเก่าเก็บค้างปี และถูกแดดฝนมาก่อน มักเกิดกับการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย ลักษณะที่สังเกต เส้นใยของเชื้อรามีลักษณะหนากว่าเส้นใยของเห็ดฟาง เริ่มเกิดขึ้นในวันที่ 3 หรือ 4 ของการเพาะเห็ดและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ต่อมาจะเกิดเส้นใยแผ่ขยายออกไปมีลักษณะเป็นวงกลม โดยเฉพาะที่หลังกอง เมื่อเส้นใยมีอายุมากขึ้น จะสร้างส่วนขยายพันธุ์ รูปร่างกลม มีสีขาวเมื่ออ่อนและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ ทำให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับเมล็ดผักกาด จึงได้ชื่อว่าราเม็ดผักกาด
เชื้อรามักเกิดเป็นย่อมเท่านั้น ไม่กระจายไปทั้งแปลงเพาะ แต่ทำลายเส้นใยของเห็ดโดยตรง ทำให้บริเวณที่เกิดราเม็ดผักกาดไม่มีดอกเห็ด นอกจากนั้นราเม็ดผักกาดยังทำลายดอกเห็ดอ่อนๆ ทำให้ดอกเห็ดอ่อนมีลักษณะนิ่มกว่าปกติ โรคราเม็ดผักกาดเกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii
3.2 โรคราเขียว โรคราเขียวเกิดขึ้นได้ทั้ง ขี้ฝ้าย ฟางข้าว บนดินและดอกเห็ด ทั้งในการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย หรือการเพาะเห็ดฟางแบบอุตสาหกรรม
ราเขียวที่พบมี 3 ชนิด เป็นเชื้อราอาศัยอยู่ในดินหรือในอากาศก็ได้ เมื่อดินหรือวัสดุเพาะมีความชื้น จะเริ่มเจริญขึ้นที่ดินและเจริญต่อไปถึงขี้ฝ้ายและฟางข้าว มีบางชนิดอาจติดมากับขี้ฝ้ายหรือไส้นุ่นก่อนแล้วก็ได้ ราเขียวเป็นราประเภทสร้างสปอร์มาก สปอร์มีขนาดเล็ก สปอร์ปลิวได้ในอากาศและเจริญเติบโตเร็วมาก เมื่อปริมาณที่อาศัยเช่นกองเพาะเห็ดมีอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมจึงเจริญเติบโตขยายพันธุ์ต่อไป เชื้อราเหล่านี้เป็นเชื้อราแข่งขัน หรือราคู่แข่งของเชื้อเห็ดฟาง ทำให้เชื้อเห็ดฟางบริเวณที่มีราเขียวเจริญไม่ทัน นอกจากนี้ราเขียวยังทำลายดอกเห็ดอ่อนๆ ได้ ขณะเส้นใยอ่อน มีลักษณะเป็นสีขาว เส้นใยบางเมื่ออายุได้ 3 วันขึ้นไป เชื้อราจะเริ่มสร้างสปอร์ซึ่งมีสีเขียว ทำให้เกิดการระบาดได้
ราเขียว 3 ชนิด ดังกล่าวคือ ราเขียว Trichoderma และ Gliocladium มีสีเขียวอ่อน หรือเขียวเข้ม ราเขียว Penicillium มีสีเขียวอมเทา
3.3 ราเห็ดหมึก หรือเห็ดขี้ม้า ราเห็ดหมึกหรือเห็ดขี้ม้า (Coprinus spp.) เกิดได้ทั้งในการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยและเห็ดฟางอุตสาหกรรมเห็ดหมึก ในกองเพาะเห็ดฟางอุตสาหกรรม แสดงถึงการหมักฟางไม่ได้ที่มีก๊าซแอมโมเนียหลงเหลืออยู่ การอบไอน้ำในอุณหภูมิที่ไม่ได้ที่ เป็นการกระตุ้นจุลินทรีย์ต่างๆ ให้เริ่มทำงานอีกครั้ง ทำให้เกิดก๊าซแอมโมเนียได้
ในการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย การเกิดเห็ดหมึกเกิดจากการใช้ฟางเก่าหรือวัสดุเพาะมีเชื้อเห็ดหมึกอยู่ หรืออาจเกิดจากกองเพาะร้อนและแฉะเกินไป จึงเสมือนกับลักษณะการเกิดการหมักขึ้นได้
3.4 ราขาวนวล เชื้อราชนิดนี้มีลักษณะสีขาวนาลหรือสีเหลืองอ่อน ๆ พบตั้งแต่วันแรกของการเพาะเห็ด เชื้อรานี้มักจะเกิดบนวัสดุเพาะและเจริญแผ่ขยายติดต่อกันเป็นปื้นใหญ่ ทำให้มองเห็นเป็นก้อน ๆ หรือเป็นแผ่น ๆ เชื้อราชนิดนี้เป็นเชื้อราที่เจริญเติบโตเร็ว ขึ้นแข่งกับเชื้อเห็ดฟาง แต่เจริญได้เร็วกว่าทำให้บริเวณที่มีเชื้อรานี้ไม่มีเชื้อเห็ดฟางขึ้นเลย นอกจากนี้ถ้ามีตุ่มดอกเกิดขึ้น เชื้อราชนิดนี้มักเจริญปกคลุมดอกเห็ดเล็ก ๆ หรือทำให้ดอกเห็ดกลุ่มนั้นมีลักษณะผิดปกติหรือดอกเห็ดไม่เจริญต่อไป ส่วนใหญ่จะพบเชื้อราชนิดนี้บนกองวัสดุเพาะเห็ดฟางเป็นครั้งแรก
3.5 ราขาวฟู เชื้อรานี้เส้นใยมีลักษณะขาวจัดและฟู มักพบบนหลังกองเพาะ พบตั้งแต่วันแรกหรือวันที่ 2 ของการเพาะเห็ด เมื่อราชนิดนี้อายุมากขึ้นจะมีสีเทา เชื้อรานี้เกิดเร็ว ถ้าเกิดแล้วไปปกคลุมดอกเห็ดทำให้ดอกเห็ดฝ่อ
ดังนั้น ถ้าเกิดมีเชื้อราเหล่านี้เกิดขึ้น ควรแยกออกจากกองเพาะและเผาทำลายเสียเพื่อป้องกันการระบาดของโรค ตั้งแต่เริ่มเพาะเห็ด จนถึงสิ้นสุดการเก็บผลผลิตของเห็ดฟางมีเพียง 15-20 วันเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลอันหนึ่งที่ไม่มีการใช้ยาเคมีเหมือนพืชผักชนิดอื่น ๆ ดังนั้นวิธีการสำคัญในการป้องกันโรคเห็ดฟาง คือวิธีการรักษาความสะอาดและการปฏิบัติดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอและการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ข้อแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ในการเพาะเห็ดฟางเพื่อป้องกันให้เกิดโรคน้อยลง
1. เลือกหัวเชื้อจากแหล่งที่เชื้อถือได้ว่าเป็นพันธุ์ดีให้ผลผลิตสูง มีการปนเปื้อนน้อยที่สุด หรือไม่มี
2. เลือกตอซังหรือฟางข้าวนวดที่สะอาดปราศจากเชื้อราเมล็ดผักกาดฟางข้าวต้องมีลักษณะแห้งสนิทและอมน้ำได้ง่าย
3. เข้าใจถึงสภาพความต้องการต่าง ๆ ในการเจริญเติบโตของเห็ดฟาง เพื่อจะได้ปฏิบัติดูแลได้อย่างถูกต้อง เช่น เรื่องอุณหภูมิภายในห้อง ขณะที่เส้นใยเจริญเติบโตต้องการอุณหภูมิระหว่าง 34-36องศาเซลเซียส ถ้าในห้องอากาศร้อนหรือเย็นเกินไปก็ควรระบายอากาศเพื่อให้เกิดการถ่ายเทออกซิเจน หรือให้ไอน้ำเพื่อเพิ่มอุณหภูมิ นอกจากนี้ยังมีเรื่องความชื้น แสงสว่าง และความสามารถในการกินอาหารของเห็ดฟางอีกด้วย
4. ระมัดระวังในเรื่องความสะอาดของโรงเรือนทั้งภายในและนอกโรงเรือน

ปัญหาอุปสรรคของการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน
1. หมักวัสดุเพาะแล้วอุณหภูมิในกองปุ๋ยไม่สูงเท่าที่ควร มักพบเสมอถ้าวัสดุเพาะเก่าหรือมีการเก็บรักษาไม่ดีทำให้อาหารเหลือน้อย จึงทำให้เกิดกิจกรรมการหมักของจุลินทรีย์น้อย มีผลทำให้อุณหภูมิในกองปุ๋ยไม่สูงเท่าที่ควร เกษตรกรจึงควรเลือกวัสดุเพาะใหม่ๆ มีธาตุอาหารสำหรับจุลินทรีย์มาก
2. อบไอน้ำในโรงเรือนไม่ได้ระดับอุณหภูมิที่ต้องการ อาจเนื่องมาจากอุปกรณ์กำเนิดไอน้ำไม่สามารถให้ไอน้ำได้เพียงพอกับที่ต้องการ คือ 60 – 72 องศาเซลเซียส นานต่อเนื่อง 2 ชม.
3. โรยเชื้อแล้วเส้นใยไม่เดินหรือเดินไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากเชื้อเห็ดฟางคุณภาพไม่ดี เกษตรกรจึงควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และอายุของเชื้อพอเหมาะไม่แก่จนเกินไป
4. หลังจากตัดเส้นใยแล้ว 2 – 3 วันเส้นใยไม่รวมตัวกันเป็นดอก อาจมีสาเหตุมาจากห้องปิดมืดไม่ได้รับแสงเพื่อกระตุ้นการสร้างดอก ถ้าตำแหน่งโรงเรือนทำให้ได้รับแสงไม่พออาจติดตั้งหลอดไฟฟ้าเพิ่มให้
5. การเกิดราเขียวขึ้นบนชั้นเพาะ มักมีสาเหตุมาจากการอบไอน้ำอุณหภูมิไม่สูงถึง 60 – 72 องศาเซลเซียส และนานอย่างน้อย 2 ชม. ทำให้เกิดราเขียวเข้ารบกวน
6. การเกิดเห็ดถั่วหรือเห็ดขายาวขึ้นบนชั้นเพาะ มักเกิดกับปุ๋ยหมักที่มีแอมโมเนีย หรือใส่ยูเรียมากเกินไป หรือควรหลีกเลี่ยงการใช้ยูเรียโดยการใช้สูตร 15 – 15 – 15 แทน
7. การเกิดราร้อนเป็นวงสีขาวขึ้นบนชั้นเพาะ มักมีสาเหตุมาจากการอบไอน้ำไม่ได้ตามกำหนด และอีกสาเหตุหนึ่งคือเชื้อเห็ดฟางไม่แข็งแรง ทำให้ราร้อนเจริญขึ้นคลุมวัสดุเพาะ ซึ่งอาจแก้ปัญหาโดยการโรยปูนขาว บริเวณที่มีราร้อนในระยะเริ่มแรก
8. ดอกเห็ดที่มีขนาดเล็กและบานเร็ว ผลผลิตน้อยมีสาเหตุ คือ สาเหตุแรกคือเชื้อเห็ดฟางไม่แข็งแรง เนื่องจากการต่อเชื้อหลายครั้ง อีกประการหนึ่งคือวัสดุเพาะมีอาหารอยู่น้อย หรือวัสดุเก่าเก็บรักษาไม่ดี
9. ดอกเห็ดมีลักษณะคล้ายหนังคางคก เนื่องจากอากาศร้อนเกินไป ควรมีการเปิดช่องระบายอากาศ และรดน้ำบริเวณพื้นและผนังโรงเรือนรักษาอุณหภูมิให้อยู่ที่ 28 – 32 องศาเซลเซียส
10. ไรศัตรูเห็ดเข้าทำลาย มักเกิดจาดเชื้อเห็ดฟางไม่บริสุทธิ์ มีไรหรือไข่ไรปะปนมา
จุลินทรีย์พลายแก้ว ป้องกันกำจัดราโรคเห็ด
จุลชีพกำจัดปลวก
การกำจัดไรเห็ด เห็ดดอกดก ใหญ่ กำไรดีด้วยแร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด
การใช้พลายแก้วกำจัดโรคเห็ด
ไรขาวใหญ่
การกำจัดไรเห็ด
ปัญหาการเพาะเห็ดฟาง
ราเขียวเพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส
การเพาะเห็ดในโอ่ง
จุลินทรีย์กำจัดเพลี้ย
ราสีส้ม
แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด
ที่มา: http://afdc-mdu55.rtarf.mi.th/fungji.htm